คลังเก็บหมวดหมู่: ทั่วไป

อีก 3 ปีข้างหน้า Flash จะไม่มีอีกแล้ว

ในที่สุด Adobe ก็ตัดสินใจที่จะนำ Flash ออกไปแบบเบ็ดเสร็จม้วนเดียวจบ โดยก่อนหน้านี้ Chrome, Microsoft Edge และ Safari ก็ได้ทำการบล็อก Flash ไปเมื่อปีที่แล้ว แต่ Adobe ยังคงอยู่โดยมีแผนที่จะนำออกอย่างเต็มรูปแบบในปลายปี 2020

“เราจะหยุดการอัพเดทและส่ง Flash Player ในปลายปี 2020 นี้ และจะสนับสนุนผู้สร้างคอนเทนต์ที่จะช่วยโยกย้ายคอนเทนต์ Fash ที่ยังมีอยู่ เพื่อเปิดการฟอร์แมทใหม่” โฆษก Adobe กล่าว

ทั้งนี้ จำนวนของเว็บไซท์ที่ยังใช้ Flash อยู่ เช่นเว็บเกม การศึกษา และวิดีโอ ทาง Adobe กล่าวว่า จะยังคงอยู่และได้รับการซัพพอร์ตไปจนถึงปี 2020 เช่นเดียวกับพาร์ทเนอร์อื่นๆ เช่น Apple, Facebook, Google, Microsoft และ Mozilla

โดย Microsoft กล่าวว่า มีแผนที่จะทำให้ Flash ไร้ความสามารถไปโดยปริยายใน Edge และ Internet Explorer ช่วงกลายปี 2019 และจะรีมูฟอย่างสมบูรณ์ไปพร้อมกับเวอร์ชั่นใหม่ของ Windows ในปี 2020

ส่วน Google นั้นเตรียมที่จะยุติการใช้ Flash ใน 2-3 ปีข้างหน้านี้ ขณะที่ Mozilla บอกว่าในส่วนของผู้ใช้งาน Firefox ยังสามารถเลือกเว็บไซต์ที่ดำเนินการ Flash ได้จนถึงเดือนหน้า และอนุญาตให้ผู้ใช้ Firefox Extended Support Release (ESR) เก็บ Flash ไว้ใช้ได้จนถึง 2020 เช่นเดียวกับ Apple ที่จะซัพพอร์ตไปจนถึงสิ้นปี 2020

และถ้าแผนของแต่ละค่ายไม่มีการเปลี่ยนแปลง นั่นหมายความว่าปี 2020 จะเป็นปีที่สิ้นสุดยุคของ Flash ซึ่งหลายคนกลับรู้สึกว่าทำไมมันเกิดขึ้นช้าไปนัก เพราะอันที่จริงแล้วมาตรฐานของ HTML5 ก็ก้าวข้ามจุดนั้นไปแล้ว เว็บบราวเซอร์ที่ในปัจจุบันที่ทันสมัยส่วนใหญ่ก็แทบไม่ต้องการ Flash อีกแล้ว ซึ่งทั้งแล็บท็อบ อุปกรณ์มือถือต่างๆ ก็ให้การซัพพอร์ตเว็บเหล่านั้นอยู่แล้ว.

ที่มา marketingoops

3 เรื่องที่แบรนด์ต้องจำขึ้นใจ! เพราะเราอยู่ในยุค m-Commerce นิ้วโป้งคือยอดนักซื้อ!

ใครทำการตลาด หรือกำลังปลุกปั้นแบรนด์…คงรู้ดีว่ายุคนี้จะโชว์ความเก๋ ความแหวกแนว ผ่าน Display หน้าร้านเพียงอย่างเดียวก็มัดใจลูกค้าไม่ได้แล้ว! ระดับมือโปรคงนั่งยิ้มมุมปากแล้วนึกในใจว่า “ฉันรู้อยู่แล้ว” ใช่ค่ะ…ในยุคที่ผู้บริโภคนิยมและกำลังซึมซับกับ Digital Lifestyle กันอย่างเต็มที่ “โลกออนไลน์” จึงกลายเป็นขุมทรัพย์ชั้นดี ทั้งสร้างโอกาสให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและเพิ่มรายได้ แต่สิ่งสำคัญคือ เมื่อคุณรู้ว่าออนไลน์เป็นช่องทางสำคัญ แต่คุณใช้มันอย่างถูกต้องแล้วหรือยัง?

หลายคนยังเข้าใจเพียงว่าช่องออนไลน์สำหรับแบรนด์ คือ เว็บไซต์และช่องทางโซเชียล ซึ่งคุณก็เข้าใจไม่ผิด แต่…นั่นยังไม่หมด!!! สิ่งสำคัญและควรเข้าใจให้ลึกกว่านั้นก็คือพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภค ที่ทำทุกอย่างในชีวิตผ่าน 2 สิ่ง คือ “มือถือ” และ “นิ้วโป้ง” (หรือบางคนก็อาจจะมีนิ้วชี้แถมเข้ามาด้วย) ถ้าไม่นับพฤติกรรมติดแชทติดโซเชียล คนส่วนใหญ่ก็ใช้ชีวิตแทบทั้งวันอยู่บนมือถือ ทั้งช็อปปิ้ง สั่งอาหาร เรียกรถ ดูหนัง เล่นเกม หรือแม้แต่ทำธุรกรรม โอนเงิน จ่ายค่าน้ำค่าไฟ และอีกสารพัดเรื่อง นี่แหละที่เขาเรียกว่า m-Commerce เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นบนมือถือ นั่นทำให้คุณมีโอกาสมากขึ้น เพราะไม่ว่าลูกค้าเป้าหมายของคุณจะอยู่ที่ไหนหรือกำลังทำอะไร สิ่งที่ถูกนำเสนอผ่านโลกออนไลน์และผ่านตาผู้บริโภคได้จากบนมือถือ นั่นคือโอกาสของคุณ

FacebookIQ ซึ่งทำหน้าที่ศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคยังเคยเปิดเผยสถิติที่น่าสนใจโดยระบุว่า นักช็อปขาประจำนั้นชื่นชอบการซื้อสินค้าผ่านออนไลน์มาก และแน่นอน 38% ของการช็อปปิ้งออนไลน์เกิดขึ้นบนสมาร์ทโฟน , 1 ใน 3 ค้นหาสินค้าและบริการใหม่ๆ จาก Facebook และ Instagram , กว่า 90% ของนักช็อปออนไลน์ติดใจและซื้อสินค้าประเภทเดิมซ้ำจากช่องทางที่คุ้นเคย

กลับมาสู่ 3 เรื่องสำคัญที่นักการตลาดและแบรนด์ห้ามมองข้าม และต้องให้ความสำคัญเสมอเมื่อใช้ช่องทางออนไลน์เพื่อเข้าถึงผู้บริโภค คือ…

ดึงดูดลูกค้าในทุกโอกาส

อย่างที่บอกไปแล้วว่ามนุษย์ยุคดิจิทัลนั้นหยิบจับมือถือในทุกช่วงเวลา ก่อนนอน ตื่นนอน กินข้าว พักผ่อน หรือแม้แต่ในห้องน้ำ! แต่นั่นยังไม่พอ…คุณไม่ควรปล่อยให้พวกเขาใช้เวลาว่างในช่วงเวลาอื่นไปกับกิจกรรมของแบรนด์คู่แข่ง ควรคิดและสร้างสรรค์เรื่องราวที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงเวลาตลอดวัน เพื่อดึงให้พวกเขาพบเจอเรื่องราวของคุณ แบรนด์หรือแม้แต่สินค้าของคุณ อย่าปล่อยโอกาสเมื่อมือของลูกค้าจับมือถือ!

ทำออนไลน์ให้สอดรับกับ “นิ้วโป้ง”

ก็บอกแล้วว่าคนส่วนใหญ่ใช้นิ้วโป้ง และนิ้วชี้ประกอบการตัดสินใจซื้อผ่านมือถือ ดังนั้นคุณก็ควรจะเอาใจผู้ที่มีอำนาจในการจิ้มหน้าจอสั่งซื้อหน่อยนะ อย่าปล่อยให้ความไม่สะดวกในการใช้งานที่ไม่ตอบโจทย์นิ้วโป้งมาทำให้แบรนด์ต้องเสียโอกาสไป ดังนั้นสิ่งสำคัญนอกจากเนื้อหาที่เข้าตาแล้ว รู้ไว้ด้วยว่ารูปแบบการใช้งานก็ต้องดึงใจผู้บริโภคให้ได้เช่นกัน

ออนไลน์ต้องมีรูปแบบเหมือนหน้าต่าง แต่ทำหน้าที่เป็นบันได!

ทั้งหมดที่เราต้องการบอกก็คือ ช่องออนไลน์จะช่วยให้คุณได้เข้าถึงผู้บริโภคเป็นด่านแรก เปรียบเสมือนการเปิดหน้าต่างบานแรกออกมาแล้วได้พบกัน แต่การออนไลน์ที่ดีนั้นและมีประสิทธิภาพที่แท้จริงนั้นต้องสามารถกระตุ้นความรู้สึกอยากมีประสบการณ์ร่วมในแบรนด์ให้ได้ แม้ว่าพวกเขาจะไม่ตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการของคุณในทันที แต่ช่องทางออนไลน์ที่ดีของแบรนด์จะต้องทำให้ผู้บริโภครู้สึกอยากหยิบจับ จนนำไปสู่ความต้องการใช้งานสินค้าและบริการของคุณด้วย ดังนั้น การเข้าถึงและการขายต้องไปในทิศทางเดียวกัน.

ที่มา : MarketingOops!

พื้นฐานสำหรับนักการตลาดทำคอนเทนต์สร้างสรรค์บน “Facebook”

ในเมื่อมือถือเป็นตัวที่ใช้เสพย์คอนเทนต์ นักการตลาดก็ต้องเปลี่ยนวิธีการนำเสนอเล่าเรื่องให้น่าสนใจจากสื่อเดิมๆอย่างทีวีและสื่อสิงพิมพ์ มีกฎกติกาการนำเสนอข้อไหนที่เราต้อง “แหก” เพื่อหยุดนิ้วโป้งของคนเสพย์คอนเทนต์ได้บ้าง

Facebook เลยจัดเต็ม ศึกษาโฆษณากว่า 2,000 ชิ้นบน Facebook และ Instagram ดูว่าคนจะมีพฤติกรรม คอมเมนต์ และแชร์โฆษณาอย่างไรบ้าง ผลปรากฎว่า ไม่มีกฎอะไรใหม่ที่รับประกันความสำเร็จสำหรับการทำการตลาดบนมือถือเลย แต่ถ้าอยากรู้ว่าจะทำคอนเทนต์อย่างไรให้สร้างสรรค์

นี่คือ 4 ข้อที่ต้องรู้

1. 3 ใน 5 ของแอปพลิเคชั่นมือถือในอเมริกา เน้นเนื้อหาเป็นรูปและวีดีโอ และมีคนถ่ายทอดสดรายการของตัวเองเพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่าตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนพฤศจิกายนในปีที่แล้ว

2. ชคนเสพย์คอนเทนต์มีรชุดความคิดต่างกันหากเสพย์คอนเทนต์ในแพลตฟอร์มที่ต่างกันออกไป

3. 3 ใน 4 ของคนที่ใช้สมาร์ทโฟนต้องเปลี่ยนภาพหน้าจอพื้นหลัง และใช้เวลาเสพย์คอนเทนต์แต่ละตัวแค่ 1.7 วินาทีเท่านั้น

4. วัยรุ่นเกือบครึ่งในอเมริกาเช็คมือถือกว่า 30 ครั้งในแต่ละวัน

5. หน้าจอทีวีแบบแนวนอนไม่ได้เหมือนหน้าจอมือถือแบบแนวตั้ง ฉะนั้นการเสพย์คอนเทนต์ของทั้งสองสื่อก็ไม่เหมือนกันแล้ว

4 วิธีป้องกันไม่ให้คอนเทนต์ของคุณกลายเป็น thin content

1.ให้ความสำคัญกับธีมหลักของเว็บไซต์หรือบล็อก

Google ให้ความสำคัญกับความเป็นมืออาชีพมาก หากคุณเป็นบล็อกหรือเว็บไซต์เกี่ยวกับอาหาร คอนเทนต์ทั้งหมดก็ควรเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น นอกจากนี้คอนเทนต์แบบนี้ก็ยังดีต่อคนอ่านของคุณและทำให้พวกเขามีความจงรักภักดีกับเว็บไซต์มากขึ้นอีก
2.ต้องมีมูลค่าเพิ่ม

อย่าเขียนคอนเทนต์ด้วยตัวเองคนเดียว พยายามหาข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่คุณเขียนแล้วมาสรุปเพิ่มเติมในเว็บไซต์ของคุณด้วย พยายามให้คุณเป็น one stop service ที่ผู้อ่านไม่ต้องไปหาอะไรเพิ่มเติมอีก
3.ค้นหาและเน้นข้อมูลสำคัญ

อย่าเน้นความเห็นมาก คุณควรเน้นข้อมูลที่พิสูจน์ได้และเป็นจริง เหตุผลเพราะข้อมูลเหล่านั้นจะมีคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับบทความของคุณอยู่แล้ว SEO จะดีขึ้นโดยที่คุณไม่ต้องใช้ความพยายามมากนัก
4.เขียนให้มนุษย์อ่านอย่าคิดถึงอันดับมากนัก

อย่าลืมจุดมุ่งหมายของเว็บไซต์ บล็อก หรือเพจของคุณ มันเกิดมาเพื่อให้คนอ่านที่เป็นเหมือนเพื่อนของคุณได้มาพูดคุย ศึกษา หาความรู้เพิ่ม ดังนั้นหากคุณเขียนโดยคิดถึงพวกเขาเป็นหลักพวกเขาจะตอบแทนคุณเอง อย่าเขียนเพื่อให้ Google หาคุณเจอแต่เขียนเพื่อให้คนอ่านหาคุณเจอดีกว่า

ที่มา :

custard.com

vertical-leap

cbo.me

เหตุผลที่การลดขนาดธุรกิจของคุณอาจเป็นการตัดสินใจที่ผิดมหันต์

และนี่คือเหตุผลที่การลดขนาดธุรกิจของคุณอาจเป็นการตัดสินใจที่ผิดมหันต์

1. บริษัทต้องเสียความรู้ที่มีคุณค่าซึ่งมีอยู่ในตัวพนักงานที่ถูกไล่ออกไป

2. พนักงานที่เหลืออยู่ต้องรับผิดชอบกับเนื้องานที่มากขึ้นจนไม่มีเวลาเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ

3. เสียความไว้เนื้อเชื่อใจในตัวพนักงานเก่าในการบริหารจัดการ การสร้างความรักความสัมพันธ์ระหว่างคนในองค์กร

ผลเสียที่ตามมาก็คือนวัตกรรมที่ออกมาให้ลูกค้าเห็นน้อยลง ซึ่งผลเสียตัวนี้จะไม่แสดงให้เห็นในงบการเงินหรอกทันที แต่ในระยะยาวจะสร้างความเสียหายอย่างแน่นอน

ซึ่งหลังจากที่ทีมวิจัยคำนึงถึงปัจจัยทั้งหมดแล้ว พบว่าบริษัทที่ลดขนาดบริษัทมีแนวโน้มที่จะประกาศล้มละลายมากกว่าบริษัทที่ไม่ทำ ถึงแม้การทำแบบนั้นอาจจะให้ผลดีในระยะแรกๆเช่นลดต้นทุน แต่ในระยะยาวแล้วจะเสียหายมากกว่าที่คิด

ต่อให้บริษัทนั้นมีเงินทุนเยอะและมีทรัพยากรเยอะ แต่นั้นก็ไม่ช่วยทดแทนกำลังคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเลยแม้แต่น้อย

เครื่องมือการตลาดใดที่พวกเขาให้ความสำคัญมากที่สุดในปี 2017

ในปีนี้การจัดสรรงบสำหรับสื่อดิจิทัลของแบรนด์แบ่งได้ 2 ฝั่งคือ แบรนด์แบ่งงบโฆษณาจากทีวีมาลงออนไลน์ และแบรนด์ที่ไม่ตัดงบฝั่งทีวี แต่เพิ่มงบในส่วนสื่อดิจิทัลแทน

นอกจากนี้ GroupM ยังได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของนักการตลาดไทย เกี่ยวกับเครื่องมือ (Tool) ที่จะช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยถามว่าเครื่องมือการตลาดใดที่พวกเขาให้ความสำคัญมากที่สุดในปี 2017

1. Real Time Media Dashboard 75%
2. ระบบ Programmatic 63%
3. Social Listening Tool 58%
4. Data Analysis Platform 50%
5. Ecommerce 29%
6. Bid Communication/Bid Optimization 25%
7. Messaging App 17%

จากผลสำรวจดังกล่าว ประเด็นที่น่าสนใจคือ นักการตลาดไทย ยังให้ความสำคัญกับ Ecommerce น้อยเกินไป เมื่อเทียบกับพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟน และการซื้อสินค้าออนไลน์ที่มากขึ้นเรื่อยๆ ของคนไทย ทว่า นี่อาจเป็นข้อดีสำหรับนักการตลาดที่จับทางได้เร็ว และลงมือทำก่อน

ที่มา:marketingoop

ความเคลื่อนไหวของ Facebook ในนาม WhatsApp

รายงานล่าสุดระบุว่า WhatsApp กำลังเดินหน้าทดสอบกับบางบริษัทเพื่อให้องค์กรสามารถติดต่อสื่อสารกับลูกค้าได้ผ่าน WhatsApp คาดว่าโครงการนี้เป็นภาคต่อจากการทดลองที่เพิ่งเริ่มเป็นข่าวครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว บนความท้าทายว่าข้อความเหล่านี้ต้องไม่ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่า WhatsApp เต็มไปด้วยข้อความขยะ

ความเคลื่อนไหวของ Facebook ในนาม WhatsApp นั้นเป็นเรื่องน่าจับตามอง เพราะวันนี้ WhatsApp ถูกบันทึกว่ามีผู้ใช้งานมากกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลก เนื่องจากในประเทศอื่น WhatsApp เป็นแอปพลิเคชันสนทนาที่นิยมใช้กันมากกว่า Line ซึ่งฮอตฮิตเหลือเกินในเมืองไทย

สำหรับการทดสอบครั้งล่าสุด สำนักข่าว Reuters ย้ำว่า WhatsApp ได้เข้าร่วมโครงการกับ Y Combinator บนจุดประสงค์หลักเรื่องการทำให้ WhatsApp มีช่องทางหารายได้ใหม่ในอนาคต โดยที่ผ่านมา WhatsApp มีภาพลักษณ์เป็นบริการที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ใช้พื้นที่ห่างไกล หรือกลุ่มประเทศนอกสหรัฐฯที่ไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้สมาร์ทโฟนของตัวเองอยู่ตลอดเวลา

ความเคลื่อนไหวของ WhatsApp ถูกนำไปเทียบกับบริการแชตของ Facebook อย่าง Messenger ที่มีภาพลักษณ์เกื้อหนุนงานการตลาดมากกว่า (marketer-friendly) ที่ผ่านมา Messenger ออกทั้ง API ที่ช่วยให้องค์กรสามารถสร้างระบบตอบกลับอัตโนมัติหรือ chatbots, ระบบชำระเงินในแอปหรือ in-app payments รวมถึงคุณสมบัติอื่นที่ช่วยให้แบรนด์สามารถอำนวยความสะดวกลูกค้าผ่านการแชตได้ ดังนั้นข่าวนี้จึงเป็นการยืนยันว่า Facebook มีแผนขยายไปยังตลาดอื่น ซึ่งเป็นเรื่องสมเหตุสมผลเพราะ WhatsApp มีฐานผู้ใช้ในประเทศอื่นมากกว่า

อีกประเด็นที่สำคัญของข่าวนี้ คือการเปิดบริการแชตให้ตอบโจทย์ธุรกิจมากขึ้นนั้นทำให้นักการตลาดสนใจในตัว WhatsApp มากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะบริษัทใหญ่ที่ไม่สามารถเข้าถึงตลาดได้ครบทุกกลุ่ม ก็จะสามารถใช้ WhatsApp เติมเต็มช่องว่างที่มีอยู่ได้

ที่มา: MarketingDive

3 กลยุทธ์หลัก ในการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ของแสนสิริในปีนี้

1. สร้างความสนิทและความไว้ใจระหว่างแฟนเพจกับแบรนด์ – การสร้างความสนิทสนมและเป็นกันเองกับแฟนเพจ ผ่านการพูดคุยและตอบคำถาม เพื่อให้เข้าถึงและสร้างความไว้วางใจในตัวแบรนด์ ให้เป็นเหมือนที่ปรึกษาที่เชื่อใจและไว้ใจได้ เมื่อมีเรื่องที่อยากได้คำแนะนำเกี่ยวกับบ้านจะนึกถึงแสนสิริเป็นแบรนด์แรก

2. เสริมทัพคอนเทนต์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น – โดยเสริมคอนเทนต์ในลักษณะ Real-Time Marketing ที่มีผลิตภัณฑ์เข้าไปอยู่ในคอนเทนต์ด้วย เพื่อตอกย้ำภาพของแบรนด์ให้ดูเป็นแบรนด์ที่มีความทันสมัยและทันเหตุการณ์อยู่เสมอ เช่น Facebook Live หรือภาพและวิดีโอแบบ 360 องศา โดยจะมีการปรับและเลือกรูปแบบการนำเสนอให้เหมาะกับแต่ละเนื้อหาที่ต้องการจะสื่อ ซึ่งเคยมีการลองทำแล้วและประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

3. ให้ความสำคัญกับ Global Pages – สอดคล้องกับแผนการขยายตลาดและเติบโตในต่างประเทศซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดในปีนี้มากขึ้น โดยจะเริ่มที่ฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์ โดยการผลิตคอนเทนต์ ให้ตรงกับความต้องการของตลาดต่างประเทศ เช่น เรื่องของภาษา, ความสนใจของคนในท้องถิ่นนั้นๆ เพื่อสร้างรากฐานความแข็งแกร่งให้ Global Pages โดยมีเป้าหมายที่จะมุ่งไปให้ถึงคือลูกค้าหลักพันล้านคนในตลาดต่างชาติ

ติดตาม MarketingOops!

4 กลุยทธ์ระหว่างการไปถึงปี 2563 ของ Food Passion

สำหรับ 4 กลุยทธ์ระหว่างการไปถึงปี 2563 ของ Food Passion ที่ยกระดับจากปีก่อน เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบ Active จะประกอบด้วย

1.จาก Business for People สู่ Strong Team Relationship ด้วยวิธีการคิดแบบ Outward เพื่อสร้างคามสัมพันธ์ระหว่างคน เพราะเขื่อว่าคนคือปัจจัยสำคัญในความสำเร็จขององค์กร

2.จาก Do It with Passion and Pride สู่ Startup Mentality and Entrepreneurship หรือ การใช้ทีมงานที่เล็กลง เพื่อคิดเร็ว, เริ่มเร็ว, ล้มเร็ว, ลุกเร็ว และขยายผลได้เร็ว คล้ายกับการทำ Startup ในปัจจุบัน เพื่ออยู่ในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.จาก Innovation for Customer Journey สู่ 10x Through Creative Synergy and Value Added เพราะเชื่อว่าการแข่งขันด้วยราคาคงไม่ทำตลาดให้ดีขึ้น คล้ายกับกรณีของการแข่งขันร้านปิ้งย่างแบบบุฟเฟ่ต์ที่เริ่มมีการทำสงครามราคา แต่จริงๆแล้ว การสร้างคุณค่าของสินค้าที่มากขึ้น น่าจะทำให้ธุรกิจยั่งยืนกว่า

4.จาก Speed to Market สู่ Adjust the Sails and Leverage Our Resource หรือการสร้างความยืดหยุ่นให้กับองค์กร เหมือนกับการปรับใบเรือที่รับลมแห่งการเปลี่ยนแปลงได้ทุกเวลา ซึ่งการทำแบบนี้จะสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจโดยอัตโนมัติ

สรรพากรระบบดิจิทัลส่งแอพฯ ลงสมาร์ทโฟนสนอง Digital Economy

เรามักจะได้ยินข่าวอยู่เรื่อยๆ เกี่ยวเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ซึ่งหมายถึงการใช้ระบบดิจิทัลในรูปแบบ e-Commerce, Mobile Banking, e-Government และ แอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่สามารถเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อให้การซื้อขายและระบบเงินหมุนเวียนได้อย่างสะดวกและง่ายดาย ลดขั้นตอนความยุ่งยากต่างๆ

กรมสรรพากรหนึ่งในหลายหน่วยงานรัฐที่ปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) หน่วยงานแรกๆ จึงพัฒนารูปแบบการติดต่อราชการให้สอดรับกับการใช้เทคโนโลยี โดยเปิดตัวแอพพลิเคชั่น RD Smart Tax สำหรับการสื่อสารกับสรรพากร ซึ่งแอพพลิเคชั่นดังกล่าวสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งในระบบ Android และ iOS

โดยแอพพลิเคชั่นจะแบ่งการทำงานออกเป็น 4 หมวดหมู่ด้วยกัน โดยหมวดหมู่แรกจะเป็นเรื่องของ ข่าวสารจากกรมสรรพากร ทั้งเรื่องเด่นที่น่าสนใจ ข่าวประชาสัมพันธ์จากกรมสรรพากร และกฎหมายใหม่ที่เกี่ยวกับเรื่องของภาษีหมวดหมู่ต่อมาจะเป็นเรื่องของ สื่อความรู้ ซึ่งเป็นการรวบรวมวารสารของทางสรรพากรมาให้อ่านในลักษณะ e-Book นอกจากนี้ยังสามารถดาวน์โหลดเก็บไว้อ่านในเครื่องสมาร์ทโฟนได้ด้วย

หมวด ยื่นแบบออนไลน์ ดูเหมือนจะเป็นหมวดสำคัญที่สรรพากรอยากให้ทุกคนได้ดาวน์โหลดแอพฯ ไปใช้ เนื่องจากช่วยลดขั้นตอนการยื่นแบบภาษี และยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการยื่นแบบภาษีออนไลน์ จากเดิมที่ยื่นได้ในคอมพิวเตอร์เท่านั้น ช่วยให้ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนสามารถยื่นแบบภาษีออนไลน์ผ่านสมารืทโฟนได้ทุกที่ทุกเวลา สำหรับการเข้าใช้งานก็ไม่แตกต่างไปจากการยื่นแบบออนไลน์ในระบบคอมพิวเตอร์

และหมวดสุดท้ายคือ แผนที่สรรพากร โดยสามารถเชื่อมต่อกับระบบนำทาง GPS เพื่อไปยังหน่วยงานสรรพากรในพื้นที่ต่างๆ ได้และยังมีระบบนำทางสำหรับท่านที่ต้องกรเดินทางไปยังหน่วยงานของกรมสรรพากร เรียกว่าเป็นแอพพลิเคชั่นที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้สะดวกในการยื่นแบบภาษีออนไลน์ เนื่องจากที่ผ่านมามีข้ออ้างถึงความไม่สะดวกในการยื่นแบบออนไลน์ที่ต้องผ่านคอมพิวเตอร์เท่านั้น

ที่มา:MarketingOops.com