ประกันภัยสำหรับรถเช่ากระบี่

บริษัทรถเช่ากระบี่ในไทย โดยปรกติจะทำประกันภัยทั้งภาคบังคับและภาคสมัครใจ นั่นคือ พ.ร.บ.รถยนต์และประกันภัยชั้น 1 ไว้อยู่แล้ว โดยในข้อ 7 ของตารางกรมธรรม์ประกันภัย จะต้องระบุว่า ใช้เป็นรถส่วนบุคคล หรือ รับจ้าง หรือ ให้เช่า เพราะถ้า ระบุการใช้รถยนต์เป็นรถส่วนบุคคลอย่างเดียว บริษัทประกันภัยจะปฏิเสธการให้สินไหมทดแทน กรณีนำรถยนต์มาให้เช่า ดังนั้นบริษัทรถเช่าจะทำประกันชั้น 1 แบบใช้สำหรับการเช่าอยู่แล้ว โดยจะมีหมายเหตุแบบท้ายกรรมธรรม์ ในส่วนของค่าเสียหายส่วนแรก ส่วนใหญ่อยู่ในราว 1,000 -5,000 บาท ต่อเหตุการณ์หากผู้เช่าเป็นฝ่ายผิด หมายความว่า ในการเช่ารถยนต์ รถยนต์คันที่เราเช่า บริษัทรถเช่า ผู้ให้เช่ารถยนต์ เขาทำประกันภัยครบไว้อยู่แล้ว เพียงแต่หากผู้เช่าขับรถยนต์ไปแล้วเป็นฝ่ายผิด หรือชนสิ่งกีดขวางต่างๆ ผู้เช่าจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรกเอง

ประกันภัยแบบพิเศษ สำหรับการเช่ารถยนต์

บริษัทรถเช่ากระบี่จะมีประกันภัยแบบพิเศษให้ลูกค้าเลือกซื้อเพิ่ม(จะซื้อหรือไม่ซื้อเพิ่มก็ได้) เพื่อป้องกันค่าเสียหายส่วนแรกที่อาจเกิดขึ้นกรณีที่ผู้เช่าเป็นฝ่ายผิด เช่น เราขับไปชนคันข้างหน้า แล้วเราเป็นฝ่ายผิด แบบนี้เราต้องเป็นคนจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก โดยทั่วไปราคาซื้อเพื่มของประกันภัยพิเศษแบบไม่มีค่าเสียหายส่วนแรก อยู่ที่ 214 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว เมื่อเราซื้อประกันภัยแบบไม่มีค่าเสียหายส่วนแรกเพิ่ม หมายความว่าหากเราขับรถยนต์ที่เช่ามาแล้ว ไปเฉี่ยวชน ต่างๆก็ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก ซึ่งจะเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างที่เราเช่ารถยนต์
คำแนะนำจากบริษัทรถเช่า เกี่ยวกับประกันภัยสำหรับการเช่ารถยนต์

บริษัทรถเช่าทุกบริษัทจะแนะนำให้คุณซื้อประกันภัยแบบไม่มีค่าเสียหายส่วนแรกเพิ่ม เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามผู้เช่าสามารถเลือกได้ว่าจะซือประกันภัยเพิ่มหรือไม่ โดยที่บริษัทรถเช่าไม่สามารถบังคับได้

สารเคมีและอุปกรณ์ทำสบู่

1. ไขมัน/น้ำมัน เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตสารตั้งต้นสบู่ ไขมันหรือน้ำมันที่ใช้อาจได้จากพืช เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก น้ำมันปาล์ม เป็นต้น ส่วนไขมันที่ได้จากสัตว์ เช่น ไขมันโค กระบือ แกะ แพะ เป็นต้น คุณภาพของน้ำมันที่ได้จากพืช และสัตว์จะมีผลต่อคุณภาพของสบู่ เกล็ดสบู่ (soap)ที่ได้จากน้ำมันพืชจะให้ลักษณะขาวเนียน และกลีเซอรีนจะค่อนข้างใสกว่าน้ำมันจากสัตว์ นอกจานั้น เกล็ดสบู่ (soap) ที่ได้จากน้ำมันจากพืชจะมีกลิ่นหืนน้อยกว่าน้ำมันจากสัตว์ อีกทั้งน้ำมันจากพืชยังเป็นวัตถุดิบที่หาง่าย และราคาถูกกว่า

2. ด่างเข้มข้น เป็นสารเคมีสำคัญที่ใช้ทำปฏิกิริยากับไขมันธรรมชาติ ด่างเข้มข้นที่นิยมใช้ คือ โซเดียมไฮดรอกไซด์ ซึ่งจะได้เนื้อสบู่สีขาวทึบ เนื้อก้อนแข็ง ให้ฟองมาก นิยมนำมาทำสบู่ก้อนทึบ และอีกชนิดหนึ่ง คือ โพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ ซึ่งจะได้สบู่ในลักษณะเดียวกัน แต่เนื้อสบู่มีความอ่อนตัวได้ดีกว่า นิยมนำมาทำสบู่เหลว

3. สารเติมแต่ง เป็นสารเคมีสำหรับปรับปรุงคุณสมบัติของสบู่ เช่น สี น้ำหอม สมุนไพร สารป้องกันความชื้น สารลดความเป็นด่าง สารลดแรงตึงผิว สารทำให้ฟองคงตัว สารเพิ่มความแข็ง สารป้องกันการออกซิเดชัน สารบำรุงผิว สารฆ่าเชื้อ เป็นต้น เป็นสารเติมแต่งที่นิยมผสมในสบู่เพื่อให้มีคุณสมบัติเหมาะแก่การใช้ประโยชน์ในแต่ละอย่าง

ข้อมูลเพิ่มเติม : klinlamun.com/

สละเวลาเปรียบเทียบราคาก่อนซื้อสักนิด

เราสละเวลาเปรียบเทียบราคาก่อนซื้อสักนิด เพื่อประหยัดได้อีกระดับ วันนี้จะมาแนะนำวิธีง่ายๆ

เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก Google กันแน่นอน ยุคนี้เราสามารถที่จะเปรียบเทียบราคาได้ง่ายมาก ไม่ต้องตามหาร้านหนังสือเพื่อดูประกาศขายแบบสมัยก่อนอีกต่อไป

Google จะแสดงรายการโปรโมชั่นสินค้าลดราคาให้เราเห็นได้แบบง่ายๆ โดยเฉพาะร้านค้าที่จ่ายค่าโฆษณาให้กับกูเกิ้ลจะโชว์ขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ เสมอ ทำให้เรารู้ว่า ตอนนี้มีโปรโมชั่นอะไรใหม่ๆ ที่น่าสนใจบ้าง แล้วหนึ่งในเว็ปไซต์เหล่านี้ มักจะมีเว็บเปรียบเทียบราคาติดมาด้วย

เว็บเปรียบเทียบราคาช่วยให้เราสามารถจะดูรายละเอียดสินค้า และเทียบราคากับร้านค้าอื่นๆ ได้อย่างสะดวก โดยที่เราไม่ต้องเสียเวลาไปเดินดูสินค้าจากหลายๆ ที่เลย หากเราต้องการที่จะเลือกเฉพาะร้านที่จัดส่งให้เราฟรีก็ทำได้เช่นกัน

และนี่ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้เราได้รับความสะดวกสบายจากการเลือกซื้อสินค้า หรือบริการได้ง่ายๆ ด้วยปลายนิ้ว ถ้าใครมีแผนในใจว่าจะซื้ออะไร ลองค้นหาเล่นๆ กันด้วยวิธีนี้ก็ไม่ได้เสียหายอะไร ค่อยๆ ดู ค่อยๆ หาไปเรื่อยๆ ที่สำคัญคือ ควรเลือกร้านค้าที่น่าเชื่อถือสุดท้ายเราจะได้ของถูกและดี

พฤติกรรม 3 อย่างของ “Generation Z”

พวก “เจเนเรชั่น แซท”(Generation Z หรือ Gen Z) คือกลุ่มคนที่เกิดในกลางยุค 90s หลังพวกมิลเลนเนี่ยม ฉะนั้นคนที่แก่ที่สุดในกลุ่มนี้คือคนที่มีอายุ 20 ปี

และถ้าดูเฉพาะในอเมริกา จะมีเด็ก Gen Z อยู่มากกว่า 25% ของประชากรทั้งหมดเลยทีเดียว

ชาว Gen Z เกิดมาในยุคดิจิตอล เทคโนโลยีเลยมีอิทธิพลต่อ Gen Z มากกว่าคนรุ่นก่อนๆเสียอีก Gen Z คุ้นเคยกับเทคโนโลยีและใช้มันชำนาญ สมาร์ทโฟนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในวัยเด็ก จนสามารถใช้สมาร์ทดีไวซ์ได้ 5 หน้าจอได้พร้อมกันด้วยซ้ำ ในขณะที่พวกมิลเลนเนี่ยมใช้สมาร์ทดีไวซ์อย่างมากแค่ 2 หน้าจอเท่านั้นแหละ

และนี่คือ พฤติกรรม 3 อย่างของ “Generation Z” ที่ต้องจำใส่ใจเพื่อทำการตลาดโดนใจ Gen Z

1. เร็วกว่า สั้นกว่า เห็นง่าย

เป็นเรื่องท้าทายมากหากเราจะดึงความสนใจจากพวก Gen Z เพราะความสนใจของ Gen Z นั้นมากที่สุดก็ 8 วินาทีเท่านั้นแหละ และ 11% ของพวก Gen Z ก็เป็นพวกไฮเปอร์สมาธิสั้นเสียด้วยสิ สูงกว่าปี 2003 ที่มีแค่ 7.3% เอง

พวก Gen Z จะสื่อสารกันเร็วมากไม่เหมือนพวกมิลเลนเนี่ยม Gen Z จะชอบสื่อสารกันด้วยภาพและอิโมจิแสดงอารมณ์ คุยกันแปปเดียว เผลอๆไม่คุยกันด้วยซ้ำ ใช้สื่อสังคมออนไลน์หลายช่องทางเชื่อมต่อผู้คน ทำให้พวก Gen Z กลัวที่จะโดนเพื่อนๆทิ้งหรือลืมด้วย

ฉะนั้นเนื้อหาที่เห็นได้ง่ายๆ เข้าใจง่ายๆ ก็เป็นวิธีที่ดึงความสนใจ Gen Z ได้ดีนักล่ะ

2. สร้างคอนเทนต์ขึ้นมาเองได้เลย

ในขณะที่พวกมิลเลนเนี่ยมชอบ “แชร์” คอนเทนต์ Gen Z ชอบ “ทำ” มันขึ้นมาดีกว่า

พวก Gen Z จะหาความเป็นตัวของตัวเองในโลกออนไลน์ พยายามที่จะนิยามตัวเองผ่านการทำคอนเทนต์ในหลายๆรูปแบบ แล้วค่อยแชร์เรื่องราวให้กันและกัน กลายเป็นชุมชนขึ้นมา รวมถึงคลิปวีดีโอที่พัฒนาจากเวอร์ชั่นธรรมดา กลายเป็นคลิปถ่ายทอดสดไปหาทุกคนได้

ทำให้เรานึกถึง Facebook Live ของ Facebook, Periscope ของTwitter และ YouTube live ที่แข่งขันกันให้บริการแพลตฟอร์มสดอย่าง musical.ly ก็ให้บริการผู้ใช้ได้ทำและแชร์มิวสิควีดีโอ ก็เป็นบริการที่ตอบโจทย์คน Gen Z ที่ต้องการสร้างคอนเทนต์เองเช่นกัน

3. เห็นแบบนี้พวก Gen Z มีความเป็นส่วนตัวสูงนะ

ถึงแม้ว่าความเป็นส่วนตัวแทบละสูญพันธุ์ไปแล้วในยุคดิจิตอล แต่พวก Gen Z กลับหวงความเป็นส่วนตัวสุดๆ พวก Gen Z ที่เติบโตในยุคติจิตอล เข้าใจดีว่าข้อมูลข่าวสารที่อยู่บนโลกออนไลน์สามารถมีผลเสียต่อแบรนด์ประจำตัวพวกเขาได้ด้วย

ลองคิดถึงความเสี่ยงที่ข้อมูลของผู้แข่งขันในการประกวดหรือการเมืองจะถูกแฉออกมาสิ ตั้งแต่ทุกอย่างตั้งแต่สมัยเด็กๆจนถึงตอนนี้ที่อยู่ในสื่อสังคมออนไลน์ ตามผลสำรวจของบริษัทวิจัยอย่างChange Sciences ก็บอกว่า 81% ของ พวก Gen Z ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวและกำหนดว่าใครสามรถเห็นโพสของตนด้วย

ไม่แปลกใจที่ “วิสเปอร์” (Whisper) และ “สแนบแชท” (Snapchat) จึงโดนใจ Gen Z อย่างคาดไม่ถึง เพราะบริการของสองรายนี้ตอบโจทย์ Gen Z ทั้งความชอบถ่ายและแชร์รูปและความเป็นส่วนตัว กว่าครึ่งหนึ่งของคนอายุ 16-24 ปีในอเมริกาใช้สแนบแชทแชร์ภาพได้ภายในพริบตา พอแชร์แล้วก็จะไม่ทิ้งร่องรอยให้สืบย้อนหลังได้อีกด้วย

พวกบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Facebook ก็เข้าใจความสำคัญของความเป็นส่วนตัวเช่นกัน ดังนั้นการทีฟังก์ชั่นแกะรอยรหัสผ่านหรือมีสัญลักษณ์สำหรับแอปพลิเคชั่นที่ส่งข้อความระหว่างกันจึงทำให้ผู้ใช้งานให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวอย่างแรกเลย

ฉะนั้นไม่มีสูตรการตลาดที่ตายตัวหรอก การเข้าใจคนในแต่ละประเภททำให้เราปรับเปลี่ยนสินค้าบริการได้ดีขึ้นให้ตรงตามความชอบความพอใจของผู้ใช้แต่ละคนแต่ละประเภท จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต คน Gen Z ซึ่งก็ต่างจากคนรุ่นอื่นๆ แม้เติบโตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คล้ายกัน กิจการจึงต้องวางกลยุทธ์ของสินค้าที่เราขายไปตามแต่ละประเภทของคน ใช้สูตรที่ตอบสนองความต้องการของพวกเขาที่แตกต่างกัน

ถ้าเราไม่รู้จักปรับตัว ก็ต้องถูกบังคับให้ปรับตัว

แหล่งที่มา :https://www.techinasia.com/talk/3-insights-generation-z

พื้นฐานการแต่งหน้าเค้กด้วยน้ำตาลตกแต่งหน้าเค้ก

การฝึกตีครีมสำหรับแต่งหน้าเค้ก ซึ่งจะประกอบด้วย การตีครีมไอซิ่ง และ การตีบัตเตอร์ครีมไอซิ่ง เป้นการเรียนเกี่ยวกับส่วนผสมของครีมที่เราใช้ในการแต่งหน้าเค้ก
การปาดหน้าเค้ก คือ การปาดป้ายครีมที่เราตีเสร็จ หรือซื้อสำเร็จลงบนเนื้อของชิ้นเค้ก ซึ่งเรื่องนี้สำคัญและเป็นพื้นฐานในการ สอนแต่งหน้าเค้ก เลยทีเดียว ปาดได้เนียนได้เรียบได้เสมอกัน โดยใช้เวลาน้อยสามารถช่วยให้เราทำหน้าเค้กได้มากขึ้น และมันเป็นส่วนพื้นเหมือนการเตรียมเฟรมของศิลปินที่จะสร้างสรรค์ภาพวาด
การบีบลายขอบ เป็นการนำเรียนเพื่อนำเอาครีมมาใส่หัวบีบเพื่อตกแต่งส่วนขอบของเค้กให้มีความสวยงาม ซึ่ง มีอยู่หลายแบบหลายลาย ขึ้นอยู่กับผู้ที่ สอนแต่งหน้าเค้ก จะสอนแบบไหนและมีเทคนิคเฉพาะตัวอย่างไรบ้าง
การแต่งหน้าเค้กด้วยแยม เป็นการเพิ่มสีสันและเติมรสชาติ กลิ่น ที่น่ารับประทานลงไปบนเค้กเพิ่มเติมจากเนื้อครีม
การใช้ของแต่งหน้าเค้ก ซึ่งก็มีอยู่หลายอย่าง ตั้งแต่ผลไม้เชื่อม น้ำตาลขึ้นรูป น้ำตาลตกแต่งหน้าเค้ก ช็อกโกแลต รวมถึงของอื่นๆ ที่นำมาช่วยตกแต่งให้หน้าเค้กสวยงามน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

จัดเก็บรักษาเครื่องสำอางเข้ากล่องใส่เครื่องสำอางค์

สาวๆอาจเคยเจอปัญหาในการค้นหาเครื่องสำอางต่างๆอย่างยากเย็น เพราะยัดเก็บไว้ในตู้หรือลิ้นชักอย่างไม่เป็นระเบียบ วันนี้มีวิธีการจัดเก็บรักษาเครื่องสำอางอย่างถูกต้องและสะดวกต่อการหยิบใช้มาให้ลองทำกันดูค่ะ

1. กล่องใส่เครื่องสำอางค์หรือลิ้นชักใสๆ

ปัญหาในการค้นหาเครื่องสำอางในลิ้นชักที่รกรุงรัง ทำให้สาวๆ เสียเวลาในการแต่งหน้าอยู่รึเปล่า ลองหาลิ้นชักพลาสติกสีใสมาแบ่งเก็บ และ แยกเครื่องสำอางให้เป็นสัดส่วนสิคะรับรองว่าคราวหน้าสาวๆ ก็จะหยิบออกมาใช้ได้อย่างง่ายๆ และ สะดวกขึ้น

2. แบ่งให้ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

ที่แบ่งกั้นภายในลิ้นชัก จะทำให้เครื่องสำอาง หรือ ผลิตภัณฑ์ของสาวๆ ถูกแบ่งออกอย่างชัดเจนเป็นระเบียบแบ่งตามชนิดของเครื่องสำอาง เครื่องสำอางของสาวๆจะไม่กระจัดกระจายเละเทะอีกต่อไป

3. ติดไว้เป็นบอร์ดซะเลย

วิธีนี้ค่อนข้างที่จะยุ่งยากนิดหน่อย แต่สาวๆ อาจจะลองไปทำกันดูได้ รับรองว่าเจ๋งไม่แพ้กัน หาแผ่นเหล็กซักแผ่นมาติดฝาผนังบ้านของเราไว้ หลังจากนั้น ติดแม่เหล็กไว้ที่ดานหลังของเครื่องสำอางของเรา ตกแต่งให้สวยงามแค่นี้สาวๆก็จะได้บอร์ดเครื่องสำอางที่สวยงามหยิบจับใช้งายแล้วค่ะ

4. แบ่งสีลงกล่อง

กล่องใส่รองเท้าที่ซื้อมาใหม่ไม่สกปรกและนำมาใช้งานได้ นำมาตกแต่งให้สวยงามด้วยกระดาษสีสวยๆ หรือ ตามที่สาวๆต้องการ หลังจากนั้นให้แบ่งเครื่องสำอางที่มีเฉดสีเดียวกันไว้ในกล่องเขียนชื่อเฉดสีไว้ด้านบนของฝากล่อง แค่นี้เราก็จะเลือกเครื่องสำอางที่มีเฉดสีที่เราต้องการได้อย่างเร็วไว

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.cosmbox.com