ไวนิลลามิเนต

ไวนิลลามิเนต ประกอบด้วยชั้นต่างๆ 5 ชั้น ดังนี้

1. Overlay : ผิวหน้าพื้นไม้ลามิเนตชั้นบน

ผิวหน้าของพื้นไม้ไวนิลลามิเนต จะถูกเคลือบด้วยสารประกอบของเรซิ่น ซึ่งประกอบไปด้วยสารเคลือบหลายอย่างเช่น อลูมิเนียมออกไซด์ หรือเมลามิน มีความหนาถึง 45 กรัมต่อตารางเมตร. ซึ่งโดยปกติมาตรฐานจะอยู่ที่ 38 กรัมต่อตารางเมตร. จึงทำให้ผิวหน้ามีความเเข็งเเรง ทนทานต่อรอยขูดขีด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเสริมความแข็งแกร่งของพื้นไม้ลามิเนต

2. Decorative Layer Paper : ชั้นตกแต่ง

คือชั้นของรูปภาพนั่นเอง เป็นส่วนที่ทำให้ลามิเนตมีคุณสมบัติการเลียนแบบพื้นผิวธรรมชาติอย่างเช่น ลายไม้ทำให้พื้นไม้ลามิเนตมีความเหมือนของจริงมาก

3. Core layer-Fiberboard : แกนกลางแผ่นไม้ HDF

ชั้นของแผ่นได้บดผสมกาวเรซิน อัดด้วยความร้อนและแรงดันสูง โดยใช้กรรมวิธีการผลิตพิเศษได้รับมาตรฐาน E.1 จึงมั่นใจได้ว่า ปลอดภัยจากสารเคมี ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ส่วนแกนกลางของลามิเนตที่ช่วยรับน้ำหนักและแรงกดจากการเดิน ความหนาแน่นสูง HDF = 900 กรัมต่อตารางเมตร ที่มีความทนทานและทนต่อความชื้น อีกทั้งเรซิ่นอิ่มตัวยังทำให้เนื้อวัสดุมีความแข็งแกร่งมาก

4. Click Lock System & Paraffin Wax : รางลิ้นระบบคลิ๊กล็อค เคลือบสารพาราฟินแวกซ์

ระบบการติดตั้งที่ดีที่สุด ทำให้ได้รอบต่อของแผ่นไม้เรียบสนิท โดยไม่ต้องใช้กาวในการติดตั้ง ผนวกกับเคลือบสารพาราฟินแวกซ์ บริเวณส่วนคลิ๊กล็อค เพื่อป้องกันความชื้นซึมเข้าถึง

5. Balancing Stability Layer : แผ่นปิดผิวชั้นล่างป้องกันความชื้น

ชั้นล่างสุดก็คือชั้นที่ช่วยเรื่องความคงตัวและให้เสถียรภาพกับพื้นไม้ และป้องกันความชื้น

ปัจจัยที่สำคัญของหญ้าเทียม

วัตถุดิบที่นำมาผลิตจะต้องดี (Material) ซึ่งจะต้องเลือกใช้ Polyethylene (PE) เป็นวัตถุดิบในการผลิต 100% เพราะมีความทนทาน ไม่เกิดฝุ่น ไม่อมความร้อนและไม่แข็งตัวเวลาเสื่อมสภาพซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้บาด และควรเป็นพลาสติกที่สังเคราะห์ใหม่ มิใช่ Recycle
ซึ่งในผลิตภัณฑ์จากยุโรปจะไม่อนุญาตให้ใช้พลาสติกrecycle ในการนำมาผลิตหญ้าเทียม ด้วยเหตุผลจากความปลอดภัยในสุขภาพของผู้ใช้งาน แต่พบว่าในประเทศจีนยังไม่ได้กำหนด ทำให้หญ้าเทียมจากประเทศจีน มักไม่ได้ใช้ PE 100% ในการผลิต หรือมีการนำพลาสติกเก่ามา recycle เพื่อลดต้นทุนในเกือบทุกโรงงาน

รูปแบบในการผลิตเส้นใย (Yarn Appearance) คือลักษณะใบหญ้า หากใบหญ้าที่มีลักษณะใบมีความใหญ่ หรือเป็นแกนเดี่ยว (มักพบในหญ้าประเภท Fibrillate) จากผลการทดสอบต่อการใช้งานของผู้เล่นจาก Labosport ของFIFA จะพบว่า มีโอกาสในการบาดเจ็บและระคายเคืองได้มากกว่าต่อผิวหนังของผู้เล่น จึงทำให้หลายประเทศไม่ได้รับความนิยมการเลือกใช้ใบหญ้าประเภทนี้แล้ว

และความแข็งกระด้างของใบหญ้าเมื่อสัมผัสกับผิวหนัง ก็มีผลสำคัญด้วยเช่นกัน เพราะหญ้าเทียม เมื่อมีความแข็งมากก็จะมีแรงเสียดทานกับผิวหนังมากด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้การเลือกหญ้าเทียมโดยการสัมผัสก่อนการติดตั้งก็สำคัญถ้าใบหญ้าตัวไหนที่แข็งกระด้าง สามารถสังเกตได้เมื่อลองสัมผัสเวลาที่ผู้ขายนำสินค้ามาให้เลือกถึงแม้จะมีเหตุผลที่ทำให้หญ้าทน แต่ถ้าทนแล้วบาดเจ็บ ผู้เล่นไหนจะมาใช้บริการ

จับพฤติกรรมคน Gen Y

ทราบหรือไม่ว่า กลุ่ม Gen Y (ค.ศ. 1981 – 2000) คือกลุ่มที่ได้ชื่อว่า “พฤติกรรมทางการเงินพัง” นั่นก็เพราะ พวกเขามักจะใช้จ่ายกันอย่างเต็มที่ เป็นหนี้เร็วขึ้น ไม่คิดเรื่องการเก็บเงิน ชอบเที่ยว ชอบช้อป เปย์หนัก โดยใช้เงิน 80% ที่ได้รับเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของตัวเอง และยังเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน

จากการสำรวจของ สถาบันวิจับประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้สำรวจความสุขคนทำงานในปี 2558 พบว่า

• 50% ของคนทำงานกลุ่ม Gen Y ไม่มีเงินออม
• 48% ผ่อนชำระหนี้สินไม่ตรงเวลา
• 45% มีรายจ่ายมากกว่ารายรับ
• 45.6% รู้สึกว่าการชำระหนี้เป็นภาระให้กับตัวเอง

นอกจากนี้ จากข้อมูลของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ยังเผยว่า Gen Y เป็นกลุ่มที่มีการขอสินเชื่อเพิ่มขึ้นในทุกประเภท ทั้งบ้าน รถ บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล เช่นเดียวกับผลวิจัยเบื้องต้นของสถาบันนวิจัยเศรษฐกิจป๋วยฯ ที่บอกว่า ครึ่งหนึ่งของคนอายุ 31 ปี จะมีหนี้สิน สะท้อนว่ากลุ่มคนทำงาน Gen Y เป็นกลุ่มที่สภาพคล่องทางการเงินไม่ดีนัก รู้วิธีเก็บเงิน แต่ไม่ทำ และคิดว่าเงินมีไว้เพื่อจ่าย ไม่ได้มีไว้เพื่อออม

ทว่า กลุ่ม Gen Y เป็นพื้นฐานและกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ หากพวกเขามีพฤติกรรมทางการเงินที่ดี ย่อมส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต ตอนนี้เราจึงต้องสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้พวกเขา

ที่มา :www.marketingoops.com/

แนวคิดในการพัฒนาเครื่องตัดเลเซอร์ให้เป็นซีเอ็นซี CNC

ในปัจจุบันการตัดโลหะแบบแผ่นมีอยู่ด้วยกันหลายวิธีเช่น การตัดโลหะด้วยเลื่อย(Saw cutting), การตัดด้วยเครื่องตัดเลเซอร์ (Laser cutting), การตัดด้วยแก๊ส(Gas cutting), และการตัดด้วยเครื่องตัดพลาสม่า(Plasma cutting) ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ววิธีการตัดโลหะจะมีกระบวนการและวิธีการตัดแบบง่ายๆ คือ ร่างแบบ(Layout) ลงบนแผ่นโลหะนั้นๆ แล้วจึงทำการตัดตามแบบที่ได้ร่างไว้ หรืออาจจะมีอุปกรณ์ช่วยในการตัดบ้างตามความจำเป็น จึงทำให้มีผู้คิดค้นการออกแบบและพัฒนาเครื่องตัดพลาสม่าซีเอ็นซี(Plasma cnc machine cutting) โดยเครื่องตัดพลาสม่าซีเอ็นซี (Plasma cnc) นี้ควบคุมการทำงานโดยเครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถตัดชิ้นงานโลหะได้หลากหลายรูปแบบ หรืองานตัดที่มีความยุ่งยากซับซ้อน หรือต้องตัดชิ้นงานซ้ำๆ เป็นจำนวนมาก

การตัดโลหะเป็นกระบวนการหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในวงการอุตสาหกรรม ไม่เฉพาะแต่งาน อุตสาหกรรมหนักเท่านั้น งานอุตสาหกรรมขนาดย่อม หรืองานภายในครอบครัวก็มีความจำเป็นมากเช่นกัน การตัดโลหะที่มีประสิทธิภาพยังช่วยให้งานอื่นๆ เช่น การออกแบบ ทั้งที่เป็นชิ้นส่วนของเครื่องจักร เครื่องมือ และโครงสร้างรูปแบบต่างๆ มีอิสระในการออกแบบมากยิ่งขึ้น เพราะไม่ต้องคำนึงถึงขอบเขตของรอยตัดต่างๆ ต่อไป นอกจากนั้นยังช่วยให้งานซ่อมแซม ดัดแปลงหรืองานอดิเรกอื่นๆ สำเร็จลงได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันการตัดโลหะด้วยอาร์คพลาสมาเป็นที่นิยมมากขึ้นเนื่องจากมีความสะดวกรวดเร็วและงานออกมาเรียบร้อย ดังนั้นในบทความนี้จะขอกล่าวถึงทฤษฎีพลาสมาและหลักการพื้นฐานของเครื่องตัดพลาสมา ซึ่งทฤษฎีของพลาสมานั้นจะกล่าวถึงว่าพลาสมาคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไรและมีส่วนประกอบใดบ้างที่ทำให้เกิดอาร์คพลาสมา ส่วนหลักการพื้นฐานของเครื่องตัดพลาสมาจะอธิบายถึงส่วนประกอบต่างๆ และหลักการทำงานของเครื่องตัดพลาสมา และส่วนสุดท้ายจะกล่าวถึงข้อได้เปรียบในการใช้งานเครื่องตัดพลาสมาในการตัดโลหะ โดยจะกล่าวต่อไป ดังนี้แนวคิดในการพัฒนาเครื่องตัดให้เป็นซีเอ็นซี CNC ในปัจจุบันการตัดโลหะแบบแผ่นมีอยู่ด้วยกันหลายวิธีเช่น การตัดโลหะด้วยเลื่อย(Saw cutting), การตัดด้วยเครื่องเลเซอร์ (Laser cutting), การตัดด้วยแก๊ส(Gas cutting), และการตัดด้วยเครื่องตัดพลาสม่า(Plasma cutting) ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ววิธีการตัดโลหะจะมีกระบวนการและวิธีการตัดแบบง่ายๆ คือ ร่างแบบ(Layout) ลงบนแผ่นโลหะนั้นๆ แล้วจึงทำการตัดตามแบบที่ได้ร่างไว้ หรืออาจจะมีอุปกรณ์ช่วยในการตัดบ้างตามความจำเป็น จึงทำให้มีผู้คิดค้นการออกแบบและพัฒนาเครื่องตัดพลาสม่าซีเอ็นซี(Plasma cnc machine cutting) โดยเครื่องตัดพลาสม่าซีเอ็นซี (Plasma cnc) นี้ควบคุมการทำงานโดยเครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถตัดชิ้นงานโลหะได้หลากหลายรูปแบบ หรืองานตัดที่มีความยุ่งยากซับซ้อน หรือต้องตัดชิ้นงานซ้ำๆ เป็นจำนวนมาก

พื้น PU ที่ใช้งานเหมาะสำหรับอุตสาหกรรม

มีผิวเรียบ ( Smooth surface ) ออกแบบให้มีความสะดวกต่อการทำความสะอาดได้อย่างดี ( ในสภาพพื้นผิวแห้งและเปียก ) สามารถทนทานต่อความร้อนได้ดีโดยความหนา 4 ม.ม. สามารถทนอุณหภูมิได้ตั้งแต่ – 5 oC – 60 oC ที่ความร้อนต่อเนื่องและสูงถึง 75 oC สามารถทนต่อสารเคมีหลายชนิดได้ เช่น NaOH ความเข้มข้น 2 – 35 % N3PO4 ความเข้มข้น 2-85 % HCL ความเข้มข้น 5 % และสามารถทำความสะอาดด้วยเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง 350 บาร์ ( LOW volume High Pressure Equipment ) การสัญจรด้วยรถโฟล์คลิฟท์ คลิฟท์ล้อยางขนาด 1-5 ตันทนแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี

พื้น PUที่ใช้งานเหมาะสำหรับ
พื้นโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร
พื้้นโรงงานอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม พื้นโรงงาน ผลิตเหล้า เบียร์ ไวน์ พื้นโรงงานผลิตนม และไอศกรีม พื้นโรงอาหารแช่งแข็ง
พื้นโรงงานผลิตเครื่องสำอางค์ พื้นคลังสินค้า พื้นโรงงานผลิตน้ำผลไม้
โรงผลิตสารเคมี อุตสาหกรรมยา และโกดังเก็บสินค้า

การเลือกเนื้อผ้าสำหรับติดตั้งผ้าม่าน

เนื้อผ้าสำหรับติดตั้งผ้าม่านนั้นจะแบ่งเป็น 3 แบบ ด้วยกัน โดยการเลือกผ้านั้นอาจจะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออาจจะเลือกผสมผสานกันก็ได้ แล้วแต่ความชอบและคุณสมบัติของผ้าม่านที่ต้องการ โดยเนื้อผ้าจะมีดังต่อไปนี้

เนื้อผ้าม่านแบบโปร่ง(Sheer)

เป็นผ้าที่มีเนื้อบาง เบา โปร่ง ทำจากโพลีเอสเตอร์ 100% ทำให้แสงสามารถลอดเข้ามาภายในตัวบ้านได้ เหมาะกับคนที่ชอบให้บ้านสว่างๆ บางครั้งจะใช้ผสมกับผ้าแบบทึบแสง(Black Out)

เนื้อผ้าม่านแบบทึบแสง(Black Out)

เป็นผ้าที่มีความหนา ป้องกันความร้อน แสงแดด สะท้อนแสงได้เป็นอย่างดี เหมาะกับห้องที่ไม่ต้องการให้แสงลอดเข้ามา สามารถกันแสงได้ 100% มักจะใช้ติดตั้งในห้องนอน ห้องโฮมเธียร์เตอร์ เนื้อผ้า Black Out จะเป็นการผสมผสานระหว่างผ้าโพลีเอสเตอร์ และผ้าใยสังเคราะห์ ปัจจุบันคนนิยมติดตั้งผ้า Black Out แบบนี้มาก แต่ก็จะมีราคาแพงกว่าผ้าแบบอื่นๆด้วย

เนื้อผ้าแบบแสงผ่านได้บ้าง (Dim Out)

เป็นผ้าที่ยอมให้แสงลอดผ่านได้บ้าง แต่ก็จะมีการเคลือบสารสำหรับป้องกันแสงแดดได้ด้วย ทำให้ผ้าไม่ซีดจากการโดนแสงแดดง่ายๆ ปัจจุบันคนเริ่มนิยมติดตั้งผ้าแบบนี้มากขึ้น

การเลือกผ้าม่านเพื่อติดตั้งหรือตกแต่งบ้านของเรานั้น ราคาจะถูกจะแพงขึ้นอยู่กับตัวผ้าเป็นหลัก หากเราเลือกผ้าที่หนาและมีการถักทอ หรือมีลวดลายที่ละเอียด ก็ย่อมมีราคาแพงมากกว่า แบบผ้าแบบธรรมดา ส่วนเรื่องอุปกรณ์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราง เชือก ด้ามจูงม่านนั้น ก็จะเป็นองค์ประกอบรองๆซึ่งไม่ค่อยมีผลต่อราคามากเท่าไร ที่เหลือก็จะเป็นค่าแรงและค่าติดตั้ง ซึ่งจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับประเภทของการติดตั้งผ้าม่านเป็นหลัก ถ้าอยากติดตั้งผ้าม่านแบบประหยัดนั้น แนะนำให้เราไปหาซื้อผ้ามาเอง แล้วจ้างให้ร้านติดตั้งผ้าม่านติดตั้งให้ ก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะ

เทรนด์ดีไซน์เว็บไซต์ที่จะทำให้แบรนด์โดดเด่น

เผลอแปปเดียวก็เข้าสู่ปี 2017 แล้ว ถึงเวลาสำหรับการเปลี่ยนแปลง สำหรับ Startup หรือแบรนด์ที่มีเว็บไซต์ นี่อาจเป็นโอกาสที่ดีในการปรับโฉมใหม่ ล่าสุด เว็บไซต์ Medium.com ได้รวบรวม 8 เทรนด์ดีไซน์เว็บไซต์สำหรับปี 2017 ที่เต็มไปด้วยการใช้ความคิดสร้างสรรค์ อันจะทำให้แบรนด์ของคุณโดดเด่นขึ้นมา มาดูกันว่ามีเทรนด์อะไรบ้าง

1. Minimalism ยังอยู่

ไม่ใช่แค่เทรนด์การดีไซน์เว็บไซต์เท่านั้น แต่สไตล์ Minimalism ยังครอบคลุมไปถึงการดีไซน์ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ด้วย ซึ่งเทรนด์การดีไซน์แบบนี้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่ชอบความเรียบง่าย ชอบการใช้ชีวิตแบบ Slow Life เมื่อนำมาปรับใช้กับการออกแบบเว็บไซต์ก็ยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น หลักๆ แล้วต้องดูสะอาดตา ไม่รกเกินไป ตัวอักษรอ่านง่าย ภาพสวยงาม และมีเอกลักษณ์ในแบบของตัวเอง

2. ภาพ Animations และ GIFs จะถูกนำมาใช้มากขึ้น

ในปีที่ผ่านมาเราคงเห็นแล้วว่าการใช้ภาพอนิเมชั่น และ GIFs ได้รับความนิยมอย่างมาก แบรนด์สามารถนำมาปรับใช้ในหน้าเว็บไซต์ของตัวเองได้ ซึ่งจะช่วยให้แบรนด์ถ่ายทอดข้อความได้ง่ายและเร็วขึ้น อาจได้ผลดีกว่าการใช้วิดีโอหรือข้อความ

3. แสดงเมนูหลักน้อยลง

ในปี 2016 มีเว็บไซต์จำนวนมากที่ใช้เทรนด์การดีไซน์แบบนี้ และยังคงใช้ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2017 จากเดิมที่เคยแสดงเมนูหลัก 5-7 ตัวเลือก ก็ลดลงให้เหลือเพียง 3-4 ตัวเลือกเท่านั้น เพื่อให้ผู้ใช้ค้นหาสิ่งที่ต้องการได้ง่ายและรวดเร็ว โดยหนึ่งเหตุผลที่แบรนด์ควรดีไซน์เว็บไซต์แบบนี้เพราะ ผู้บริโภคใช้สมาร์ทโฟนมากกว่าคอมพิวเตอร์ เมื่อมีเว็บไซต์ที่รองรับกับการใช้งานแล้ว สิ่งต่อมาคือ ต้องใช้ง่าย ไม่ซับซ้อน และค้นหาสิ่งที่ต้องการได้ทันทีโดยไม่ใช้เวลานานเกินไป

4. ใช้ Microinteractions สร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำ

Microinteractions คือลูกเล่นที่จะช่วยให้เว็บไซต์โต้ตอบกับผู้มาเยี่ยมชมได้ มักจะมาในรูปแบบของภาพเคลื่อนไหว ทำให้นักออกแบบต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ เช่น เมื่อคลิกที่ภาพหลอดไฟ พื้นหลังของเว็บไซต์ก็จะเปลี่ยนเป็นสีดำ เหมือนกับการเปิด-ปิดไฟนั่นเอง ลูกเล่นแบบนี้จะทำให้ผู้ที่เข้ามาเกิดประสบการณ์ใหม่ๆ และดึงดูดความสนใจได้เป็นอย่างดี

5. ให้ความสำคัญกับการใช้พื้นที่สีขาว

คงวุ่นวายและลายตาไม่น้อย ถ้าคุณเข้าเว็บไซต์แล้วต้องเจอป้ายแบนเนอร์, โฆษณา, Call-to-Action, Pop-up, แบบฟอร์มสมัครสมาชิก ฯลฯ ทุกอย่างกระจายตัวอยู่ตามส่วนต่างๆ ของเว็บ พร้อมสีสัดฉูดฉาดเพื่อดึงดูดสายตา ซึ่งนอกจากจะไม่ทำให้ผู้บริโภคคลิกแล้ว ยังเร่งให้พวกเขาออกจากเว็บไซต์เร็วขึ้นอีกด้วย ลองพิจารณาการใช้พื้นที่สีขาว จัดวางองค์ประกอบสำคัญที่กล่าวไปข้างต้นให้ลงตัว อะไรที่ไม่สำคัญก็จะถูกลบออกไป หรือซ่อนอยู่ข้างในแทน ทั้งนี้ ควรแยกพื้นที่สีขาวออกมาจากส่วนของคอนเท้นต์ให้ชัดเจน เพื่อให้เกิดความน่าสนใจยิ่งขึ้น

6. แสดงเอกลักษณ์ของแบรนด์ด้วยลายมือ

อีกหนึ่งเทรนด์ที่น่าสนใจในปีนี้คือ การใช้ฟอนต์ลายมือ หรือการเขียนด้วยลายมือ ทั้งรูปแบบตัวอักษร ภาพกราฟฟิก ไอค่อน ปุ่มกด ฯลฯ การใช้ฟอนต์ลักษณะนี้จะแสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ได้ดี และยังทำให้เว็บของคุณมีเอกลักษณ์โดดเด่นที่ไม่เหมือนใคร แทนที่จะใช้ BUY NOW!! โต้งๆ ก็เปลี่ยนมาเป็นลายมือเขียนแทนจะดีกว่า เพราะจะทำให้เว็บไม่รกเกินไป และยังน่าคลิกกว่าด้วย

7. Flat Designs จะค่อยๆ หายไป

เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ Flat Designs ได้รับความนิยมอย่างมาก ไม่ว่าจะเข้าไปเว็บไหนก็จะเห็นแต่ดีไซน์ที่แบนราบ ไม่มีแสงและเงา ทุกอย่างเรียบไปกับจอ วันนี้เทรนด์การดีไซน์เว็บไซต์ค่อยๆ เปลี่ยนไป เพื่อให้ดึงดูดสายตามากขึ้น นักออกแบบต้องมีลูกเล่นในการสร้างงานดีไซน์ที่ดึงดูดสายตา รวมถึงการใช้แสงและเงา ในขณะเดียวกันต้องทำให้ผู้บริโภคใช้งานได้ง่ายและสะดวกขึ้น

8. ให้ความสำคัญกับหน้า Landing Pages

ในปี 2017 นี้ เทรนด์การดีไซน์เว็บไซต์จะต้องให้ความสำคัญกับหน้า Landing Pages อย่างมาก แน่นอนว่าทุกเว็บไซต์ย่อมมีหน้า Landing Pages อยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่จะเป็นหน้าที่เต็มไปด้วยคอนเท้นต์การตลาดต่างๆ มากมาย เพื่อให้ผู้บริโภคอยู่ในเว็บนานขึ้น แบรนด์ต้องทุ่มเทอย่างมากในการตอบสนองความต้องการของพวกเขา แนวคิดพื้นฐานของการทำตลาดออนไลน์คือ การสร้างการรับรู้ และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เพียงให้ความสำคัญกับ Landing Pages มากขึ้น ดีไซน์ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ใช้ภาพที่สวยงาม และมีข้อความที่ดึงดูดใจเพียงไม่กี่ประโยค

ที่มา : https://www.marketingoops.com/campaigns/design/top-8-web-design-trends-2017/