สารอาหารในอาหารหมาที่จำเป็นสำหรับน้องหมา

สารอาหารในอาหารหมาที่จำเป็นสำหรับน้องหมา

สารอาหารที่จำเป็นสำหรับน้องหมาที่กำลังเจริญเติบโต ก็เช่นเดียวกับคนเรานี่แหละค่ะ คือ ต้องการ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามิน ไขมัน แร่ธาตุ น้ำ จะแตกต่างกันที่ปริมาณเท่านั้นหากต้องการจะทำอาหารให้น้องหมาทานควรเป็นประเภท ข้าวเนื้อสัตว์ ผักเป็นองค์ประกอบหลัก และปรุงรสให้น่าทาน เพราะน้องหมาก็มีต่อมรับรส เหมือนกับคนเรานี่แหละค่ะ หากอาหารที่คุณแม่ทั้งหลายทำดีมีรสชาติถูกใจ มันก็จะ เจริญอาหาร ทานจนพุงกาง ไปเลย

ควรเปลี่ยนอาหารสลับหมุนเวียนกันตลอด ไม่ควรให้มันทานของซ้ำๆ กัน เพราะจะทำให้น้องหมาขาดสารอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งตลอดเวลา ทำให้ เป็นปัญหาต่อสุขภาพในอนาคต และเป็นปัญหาที่ติดกับอาหาร ไม่ยอมกินอาหารแบบใหม่

อาหารประเภทไข่ ไม่ควรให้ทานไข่ดิบหรือไข่ลวก เพราะโปรตีนในไข่จะไม่ดูดซึม เข้าสู่ร่างกายน้องหมา ควรทำให้สุกโดยการทอด หรือต้มจะเป็นประโยชน์ ต่อน้องหมาของคุณแม่ทั้งหลายมากกว่า อาหารประเภทตับ หลายคนชอบให้น้องหมารับประทาน เพราะหาง่ายและ น้องหมาก็ชอบเหมือนกัน แต่ไม่ควรให้มันทานทุกวัน การให้อาหารประเภทตับ เช่น ตับต้ม ตับย่าง ให้น้องหมาทุกวันจะทำให้มีปัญหาเรื่องกระดูก เนื่องจากในตับไม่มี ความสมดุลของแร่ธาตุที่เป็นองค์ประกอบในร่างกาย จะทำให้น้องหมาของคุณเป็นโรคกระดูกบาง กระดูกหักง่าย หากต้องการให้น้องหมาทานตับจริง ๆ ก็ควรเพิ่มอาหารเสริมที่เป็นวิตามิน หรือแคลเซี่ยมก็จะช่วยแก้ปัญหานี้ไปได้

มุ้งจีบ เลือกตามไลฟ์สไตล์ของบ้านที่คุณชื่นชอบ

1. มุ้งจีบรางธรรมดาเป็นมุ้งลวดแบบจีบที่ใช้กับหน้าต่าง กรอบด้านข้างกว้างด้านละ 2 เซนติเมตร กรอบด้านบน-ล่างกว้างด้านละ 2.3 เซนติเมตร มีเชือก ดึงมุ้ง อยู่ ภายใน สำหรับประตู เวลาเดินผ่าน ต้องยกเท้า ข้าม เล็กน้อย

2. มุ้งจีบรางเตี้ย เป็น มุ้งลวด พับจีบ ที่ ใช้ กับ ประตู กรอบด้านข้าง กว้างด้านละ 2 เซนติเมตร กรอบด้านบนกว้าง 2.3 เซ็นติเมตร กรอบด้านล่างสูง 1.2 เซนติเมตรรางที่ พื้นจะเตี้ย กว่า แบบมี รางธรรมดาโดยจะทำ รางล่าง ให้ต่ำ และ โค้งมน
เพื่อให้ เดินสะดุด ยากกว่าแต่ไม่จำเป็น ต้องใช้ รางเตี้ยทุกประตูแล้วแต่หน้างานว่าเหมาะสมหรือไม่

3. มุ้งจีบเก็บราง เป็น มุ้งลวดแบบพับจีบ ที่ใช้กับ ประตูรางด้านล่าง เก็บ ได้ เมื่อไม่ใช้งาน มุ้งลวด สะดวก ไม่มีรางด้านล่าง แต่จะมีแผ่นรับ รางด้านล่างสูง 1 มิลลิเมตร ถ้า ติดตั้ง ไปแล้วจะมี แผ่นรับราง สูงเพียง 3 มิลลิเมตร

เลือกใช้ในรูปแบบที่เหมาะสมกับบ้านคุณเพื่อประโยชน์ใช้สอยสูงสุดและปลอดภัยบ้านต้องอยู่สบายและปลอดภัยเลือกอุปกรณ์ที่ผ่านการออกแบบเพื่อลดจุดอ่อน เสริมความปลอดภัยคงความสวยงามให้บ้านคุณ

ประเภทงานทางด้านการขายกรอบรูป

ในปัจจุบันงานทางด้านการขายกรอบรูปแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้
1. กรอบวิทยาศาสตร์ เป็นกรอบที่เคลือบด้วยสารเคมี ที่เรียกว่า เรซิน เป็นกรอบที่มีต้นทุนต่ำที่สุด แต่เป็นกรอบที่คุณภาพและความคงทนต่ำมาก ปัจจุบันลูกค้าส่วนใหญ่ที่เลือกกรอบประเภทนี้จะเป็นกลุ่มลูกค้าที่คำนึงเรื่องราคาสินค้าเป็นหลัก
2. กรอบเคลือบฟิลม์ความร้อน ( Ademco ) เป็นกรอบที่เคลือบด้วยฟิล์มและผ่านกรรมวิธีการอัดด้วยความร้อนสูงเป็นกรอบที่มีการลงทุนเครื่องจักรในการผลิตสูงแต่ต้นทุนต่อชิ้นต่ำและเป็นกรอบที่มีคุณภาพและความคงทนสูงมาก
3. กรอบไม้ประกอบ เป็นกรอบที่ทำจากไม้เส้นสำเร็จรูปนำมาตัดทำมุม 45 องศาและนำมาประกอบ 4 ด้านตามขนาดของรูป แล้วนำมาประกอบกับกระจก หรือรูปที่ผ่านการเคลือบฟิล์มความร้อน ความคงทนขึ้นอยู่กับการประกอบกับกระจกหรือฟิล์ม
4. กรอบหลุยส์ เป็นกรอบที่ทำมาสำเร็จรูป จะมีขนาดตายตัว ไม่สามารถที่จะผลิตตามสั่งได้หากจะผลิตจะต้องใช้ต้นทุนที่สูงมาก ราคากรอบหลุยส์ขึ้นอยู่กับวัสดุที่นำมาเคลือบผิว เช่น สีหรือทองคำเปลว

4 วิธีป้องกันไม่ให้คอนเทนต์ของคุณกลายเป็น thin content

1.ให้ความสำคัญกับธีมหลักของเว็บไซต์หรือบล็อก

Google ให้ความสำคัญกับความเป็นมืออาชีพมาก หากคุณเป็นบล็อกหรือเว็บไซต์เกี่ยวกับอาหาร คอนเทนต์ทั้งหมดก็ควรเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น นอกจากนี้คอนเทนต์แบบนี้ก็ยังดีต่อคนอ่านของคุณและทำให้พวกเขามีความจงรักภักดีกับเว็บไซต์มากขึ้นอีก
2.ต้องมีมูลค่าเพิ่ม

อย่าเขียนคอนเทนต์ด้วยตัวเองคนเดียว พยายามหาข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่คุณเขียนแล้วมาสรุปเพิ่มเติมในเว็บไซต์ของคุณด้วย พยายามให้คุณเป็น one stop service ที่ผู้อ่านไม่ต้องไปหาอะไรเพิ่มเติมอีก
3.ค้นหาและเน้นข้อมูลสำคัญ

อย่าเน้นความเห็นมาก คุณควรเน้นข้อมูลที่พิสูจน์ได้และเป็นจริง เหตุผลเพราะข้อมูลเหล่านั้นจะมีคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับบทความของคุณอยู่แล้ว SEO จะดีขึ้นโดยที่คุณไม่ต้องใช้ความพยายามมากนัก
4.เขียนให้มนุษย์อ่านอย่าคิดถึงอันดับมากนัก

อย่าลืมจุดมุ่งหมายของเว็บไซต์ บล็อก หรือเพจของคุณ มันเกิดมาเพื่อให้คนอ่านที่เป็นเหมือนเพื่อนของคุณได้มาพูดคุย ศึกษา หาความรู้เพิ่ม ดังนั้นหากคุณเขียนโดยคิดถึงพวกเขาเป็นหลักพวกเขาจะตอบแทนคุณเอง อย่าเขียนเพื่อให้ Google หาคุณเจอแต่เขียนเพื่อให้คนอ่านหาคุณเจอดีกว่า

ที่มา :

custard.com

vertical-leap

cbo.me

ยางปูพื้นรถลายกระดุม

รุ่น Classic series พรมยาง Super EVA เกรดพรีเมี่ยม The Classicมีทั้งรุ่น Classic Series Full set ยาง EVA ลายกระดุม หนาที่สุดในตลาด เกรด A เต็มๆ คัน
หรือรุ่น Classic standard set ยาง EVA ลายกระดุม หนาที่สุดในตลาด เกรด Aพรมยางปูพื้นรถยนต์ พรมกระดุม และ ลายอื่นๆ เช่น ลายธนู ลายจิ๊กซอว์ ลายสนุ๊กเป็นยางปูพื้นรถยนต์ ทำจากวัสดุที่เรียกว่า SEVA (Super Ethylene Vinyl Acetate)ด้วยคุณสมบัติเนื้อยางแท้ จึงเรียกกันติดปากว่า ยางลายกระดุม

คุณสมบัติโดยรวม มีดังนี้
1. เป็นวัสดุผิวยืดหยุ่นได้ นำมาขึ้นรูปให้เป็นปุ่มนูนคล้ายหลังเต่า มีความหนืดกันลื่น
2. ดักฝุ่นได้ แต่ไม่เก็บกักฝุ่นในพรม ทำความสะอาดง่ายมากๆ เหมาะสำหรับคนที่มีเวลานำออกมาเคาะฝุ่นออกบ่อยๆ
3. มีความยืดหยุ่น แน่นนุ่ม แข็งแรงทนทาน
4. ทำความสะอาดง่าย ด้วยน้ำ ซักล้างได้ เคลือบเงาเพื่อป้องกันการเลอะถาวร
5. ราคาประหยัด แต่มีความสวยงามมากๆ เข้ากับภายในรถทุกประเภท
6. มีสีสันให้เลือกมากมาย ทำให้เลือกได้มากกว่า

รับจดทะเบียนบริษัท : เมื่อไรควรจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

เมื่อไรควรจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตรงนี้ขอให้ข้อสังเกตไว้เป็นขั้นตอนดังนี้

1. ธุรกิจเราได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ คำถามแรกที่เราต้องถามก็คือ ประเภทการประกอบธุรกิจของเรานั้นได้รับสิทธิยกเวันภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ถ้าได้รับสิทธิยกเว้นก็แปลว่าไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ดูประเภทธุรกิจได้ที่ กิจการที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย)

2. ธุรกิจเรามีรายได้เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปีหรือไม่ คำถามต่อมาก็คือ ถ้าหากเราไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษี แล้วธุรกิจของเรานั้นมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วหรือยัง ซึ่งถ้าหากถึงเกณฑ์แล้วสิ่งทีต้องรีบปฎิบัติคือ การขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน และเริ่มเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับรายได้ส่วนที่เกิน 1.8 ล้านบาทเป็นต้นไป

แต่อีกทางหนึ่งที่อยากให้พิจารณาคือ ถ้าหากเรามองว่าธุรกิจของเรานั้นมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีแน่ๆแล้วล่ะก็ การเลือกจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่แรกก็เป็นทางเลือกที่ดีทางเลือกหนึ่งครับ เพราะบางกิจการอาจจะต้องการใช้สิทธิขอคืนในส่วนของภาษีซื้อในช่วงเริ่มดำเนินกิจการก็ได้ครับ

ติวสถาปัตย์พร้อมโอกาสในการฝึกงาน

หลายๆคนที่มองเข้ามา อาจจะเข้าใจว่าพื้นฐานเลยคนจบสถาปัตย์มา จะ..เป็นช่างเขียนแบบ นักออกแบบที่เขียนแปลน รูปด้านบ้าน ออกแบบอาคาร คนที่เดินตรวจงานที่ไซท์ก่อสร้างแต่นอกจากความสามารถนั้นแล้ว มีอะไรติดไม้ติดมือ ติดมากับตัวอีก?

กลไกและระบบการเรียนการสอน ในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มีวัฒนธรรมและรูปแบบที่แตกต่างเฉพาะตัว (ที่แต่ละคณะก็มีแบบของแต่ละคณะนั่นแหละ)

ซึ่งโดยกระบวนทั้งหมด มันช่วยขัดเกลาคุณลักษณะ 7 อย่าง ผ่านกระบวนการออกแบบ และแก้ปัญหา ที่ผ่านมาจาก ติวสถาปัตย์พร้อมโอกาสในการฝึกงานที่แต่ละคนได้รับแตกต่างกัน

แต่เมื่อได้มาแล้ว บางคนก็รู้ตัว บางคนก็ไม่รู้ตัว ถ้าจะให้ได้ประโยชน์ และพัฒนาได้อย่างแท้จริง เราก็ต้องออกไป Master และ พัฒนามันต่อระหว่างทำงาน ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม อีกด้วย

มาดูกันเลย ว่า 7 ข้อนั้นคืออะไรค่ะ

1. สอนให้เป็นนักวางแผน จัดการเวลา Time Manager / planner การจัดการเวลาเป็น skill ที่ได้มาจากการเรียนคณะนี้โดยไม่รู้ตัว แม้ว่าในคณะจะไม่สอน แต่ว่าระบบที่บังคับให้เรา “ต้องรอด” ทำให้ต้องหาทางจัดการเวลา และเตรียมคาดการณ์ล่วงหน้า วางแผนนอกจากแปลนอาคาร คือ แผนในการจัดการกับงานกลุ่ม งานเดี่ยว งานทีสิส หรือ แม้แต่ งานออกค่าย งานละคอนถาปัด และ อื่นๆ จริงๆในคณะ ถือเป็นการเทรนแบบเบบี้ที่เตรียมตัวให้พร้อม ก่อนออกมาเจอชีวิตจริง ชีวิตจริง.. เราไม่ได้จัดการโครงการแค่เรา หรือ แค่เพื่อนไม่กี่คน แต่ต้องเริ่มขยายออกมาจัดการเวลา และคน ในขนาดที่เปลี่ยนไปอีกด้วย พอออกมาเจอชีวิตจริง คือ มันเป็นแบบทดสอบเดียวกัน แต่ความยากเพิ่มขึ้นไป จะเรียนให้รอด ส่งแบบให้อาจารย์ให้ทัน ก็ไม่ต่างกับชีวิตจริงที่ต้องส่งงานลูกค้าตรงเวลา แต่ที่โหดร้ายกว่าในชีวิตจริงคือ ลูกค้าอาจจะมาขอล่วงหน้า โดยไม่ทันตั้งตัว (Classics…)

2.สอนให้เป็นคนมองโลกในแง่ดี นักเรียนรู้โอกาส และ นักพัฒนา การที่จะออกแบบได้ ต้องเป็นคนที่มีความมองโลกในแง่ดีไม่มากก็น้อย เพราะคนที่มองโลกในแง่ดี สามารถมองหา “โอกาส” ที่ซ่อนอยู่ในพื้นที่ หรือ สถานการณ์นั้นๆได้ ถ้าไม่สามารถเห็นโอกาส ก็ไม่สามารถพัฒนาสถานที่นั้นๆ ให้ดีขึ้นได้ แต่ทางออกเดียวที่แก้ปัญหาได้ อาจจะกลายเป็นการ “ทำลาย” ทิ้ง แทนที่จะเป็นผู้สร้าง ก็จะกลายเป็นผู้ทำลายไปแทน สถาปนิกมีหน้าพิเศษ คือสร้างโอกาส สร้างสิ่งใหม่ๆ ให้ทางเลือกที่คนอื่นมองไม่เห็น การเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี และเห็นโอกาสในการพัฒนา ที่หลายๆคนอาจจะไม่ทันเห็น คือ ความสามารถที่โดนปลุกให้ตื่นขึ้นมาตอนเรียนสถาปัตย์ แต่ก็ไม่ได้แปลว่า เก่ง เพราะ สถาปนิก ก็ยังต้องบริหารความคิด เรียนรู้โอกาสใหม่ๆ ทุกครั้งที่ได้โจทย์ใหม่ ความสามารถนี้จึงเป็นความสามารถ ที่ยังพัฒนาต่อไปไม่มีที่สิ้นสุดค่ะ

3. สอนให้เป็นนักแก้ปัญหา Problem-Solver ขั้นตอนที่ต้องทำในทุกโครงการ คือ การมองหา และเข้าใจปัญหา ของพื้นที่โครงการ ไปจนถึง ปัจจัยที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการใช้งานของพื้นที่ หรือการออกแบบ แปลว่า สถาปนิกไม่ได้แค่มองโอกาส หรือโลกสวย แต่ต้องเข้าในปัญหาอย่างถ่องแท้อีกด้วย เพราะปัญหานั่นแหละ คือ โจทย์ และเงื่อนไข ที่มีไว้ ให้สถาปนิกจัดการมัน ด้วยการออกแบบ การออกแบบ คือ การแก้ปัญหา ดีดีนี่เอง ความสามารถนี้แหละ ที่ทำให้ สถาปนิก ต้องค่อยๆสร้างระบบ และตรรกะในหัว เพื่อค่อยๆคลายปม ทำให้ปัญหาที่น่าเกลียด กลายเป็นโอกาสที่สวยงามได้ และแม้จะไม่ได้ทำงานออกแบบ สถาปัตยกรรม ลักษณะความคิดนี้ บางทีมันก็ติดไปกับตัว และเอาไปปรับใช้กับสิ่งอื่นๆในชีวิตได้ด้วยค่ะ

4. สอนให้มีความคิดสร้างสรรค์ สอนให้เป็นนักคิด Creative Thinker ความคิดสร้างสรรค์ คือ แนวทางเลือกใหม่ที่เกิดขึ้น ในการจัดการปัญหา การพัฒนา ที่แตกต่างจากวิธีเดิมๆ ไม่ใช่แค่ เห็นโอกาส และปัญหา แต่สามารถผลิตทางเลือก ที่พัฒนาให้ทางออกใหม่เกิดขึ้น ที่ดีกว่าทางออกเดิมๆอีกด้วย เพราะว่ากระบวนการออกแบบ ทำให้เราใช้ความคิด และหาทางเลือกใหม่ๆ ความคิดสร้างสรรค์จึงเกิดขึ้น หลายๆคนจึงอาจจะเห็นว่า มีคนที่จบสถาปัตย์หลายคน ที่ไม่ได้ออกไปทำงานสถาปัตยกรรมต่อ แต่ไปทำงานพวก Creative หรืองานในวงการบันเทิง งานดนตรี แม้จะไม่ได้เรียนสายนั้นๆโดยตรง แต่ก็ประสบความสำเร็จได้อย่างดี หลายๆครั้งเป็นสิ่งที่อาจจะติดตัวเค้ามาแต่ไหนแต่ไร แต่ ความคิดสร้างสรรค์ ที่สามารถเอาไปปรับใช้กับสิ่งอื่นๆมากมายในชีวิตได้ ก็มีส่วนในการเติบโตอย่างมากใน โรงเรียนสถาปัตย์ค่ะ ความคิดสร้างสรรค์ เป็นสกิลที่ติดตัวไปที่ไหน ก็มีประโยชน์!!

5. นักปฏิบัติ Executioner

“การทำให้เสร็จ” คือ Execution

“นักปฏิบัติ” คือ Executioner

มันเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ ในการจะทำอะไรสักอย่างให้เสร็จ แต่เพราะว่า การทำอะไรสักอย่างให้เสร็จ ต้องใช้ทั้งการบริหารเวลา การบริหารความคิด และความมุ่งมั่น ที่จะทำมันให้เสร็จ ทำให้มันเกิดขึ้นจริง ไม่มีการล้มเลิกกลางทาง ไม่มีการโยนผ้าขนหนูระหว่างชก เพราะมันเป็นมวย ที่เราหยุดกลางสังเวียนไม่ได้ ต้องไปจนสุดทางเท่านั้น ไม่ว่าจะผลออกมาเน่า หรืออัดจนออกมาสวยงาม แต่ทุกคนก็ได้ ฝึก “ความคิด และ ทัศนคติ” ที่เตรียมความพร้อมให้เราออกไปสู่วิชาชีพจริงๆ

6. สอนให้เก็บแรงบันดาลใจจากสิ่งรอบกาย Inspiration collector1 แต่จริงๆแล้ว มันคือการสังเกตการณ์ และให้ความใส่ใจ ในสิ่งรอบตัว และมองมันในอีกมุมมอง ที่พอมองแล้ว ทำให้เอากลับมาย้อนคิด เปรียบเทียบ เปรียบเปรย หรือเอามาอ้างอิงในงานออกแบบ

7. นักเล่า Storyteller จะเรียนจบมาได้ ไม่มีใครพลาดโอกาสในการ Presentงานออกแบบของตัวเองอย่างแน่นอน แม้จะไม่สอนตรงๆ แต่ทำให้จบออกมาพอร้มความสามารถในการเล่าเรื่อง พรีเซนต์ความคิด และผลงานของเรา แน่นอนค่ะ แต่ละคนมีความสามารถ ความถนัดในการพูดไม่เท่ากัน บางคนอาจจะมีสกิลการ “ขาย” มาก่อนเข้าเรียนด้วยซ้ำ อันนั้นถือว่าเค้ามีทุนมาก่อนเลย โชคดีไป

ไม่ว่าจะจบมาด้วยความเทพในการเล่างานออกแบบ หรือ ขายไอเดียเก่งมาก หรือ น้อยขนาดไหน อาจจะไม่เท่ากัน แต่สุดท้ายก็ได้ภูมิต้านทาน ที่วางเอาไว้เป็นขั้นพื้นฐานระดับหนึ่งค่ะ ทำให้ส่วนมาก สถาปนิกจะไม่ได้เหนียมอาย ในการเดินออกไปพูดเท่าไหร่นัก (เอ๊ะ..เหรอ)

ที่เราโดนเทรนกันมากันอย่างเป็นธรรมชาติ แบบถ้าไม่มองกลับไป ก็อาจจะไม่ทันคิดว่า มันมีผลต่อการทำงานสถาปัตย์ ในอนาคต หรือแม้แต่จะเปลี่ยนไปสายอื่นก็ตาม สิ่งเหล่านี้มีประโยชน์ และติดตัวไปตลอดค่ะ

จองที่พัก คีรีวงยังไง ให้ได้ราคาถูก

หลายคนคงเคยเจอปัญหาห้องพักเต็มในช่วงเทศกาล หรือได้ห้องพักที่แพงเกินงบ ทำให้การท่องเที่ยวของคุณ เงินหมดไปกับค่าที่พัก ฟังทางนี้ มีข้อมูลเคล็ดลับดีๆ ในการ จองที่พักยังไง ให้ได้ราคาถูก ? เพื่อเซฟเงินในกระเป๋า เก็บไว้เป็นค่าอาหารและค่าท่องเที่ยว นั่นคือดีที่สุด
เคล็ดลับ! จองที่พัก คีรีวงยังไง ให้ได้ราคาถูก ?

1. วางแผนท่องเที่ยว

เริ่มจากลิสต์แพลนเที่ยวในใจออกมาเลย จะทำเป็นตารางหรือจดเป็นข้อๆ ก็ได้ แล้วแต่ถนัด สิ่งที่ต้องลิสต์ในรายการ มีดังนี้

– จุดหมายปลายทาง – กำหนดสถานที่ที่คุณจะไปให้ชัดเจน รวมถึงที่แวะเที่ยวระหว่างทาง / ระยะทางใกล้-ไกลแค่ไหน (ใช้ Google Maps เช็คได้)

– ระยะเวลาท่องเที่ยว – เป็นวันหยุดหรือวันธรรมดา / ตรงกับช่วงเทศกาล-ไฮซีซั่นหรือเปล่า

– จำนวนสมาชิกในทริป – ไม่ว่าจะไปคนเดียว, ไปเป็นคู่ หรือไปหลายคนเป็นก๊วน ขอให้รู้จำนวนคนที่แน่นอน จะได้ไม่มีปัญหาตอนจองห้องพักภายหลัง

– งบประมาณ – ข้อนี้สำคัญมาก เพราะถ้าวางแผนเรื่องเงินให้ดีตั้งแต่ต้น คุณก็จะได้เที่ยวแบบคุ้มค่าที่สุด

2. เลือกเว็บไซด์จองโรงแรมที่น่าเชื่อถือ

คุณอาจจะเจอเว็บไซต์จองโรงแรมอยู่มากมายก็จริง แต่สำคัญคือควรเลือกเว็บที่มีความน่าเชื่อถือ, มีโปรโมชั่นหลากหลาย, ให้ข้อมูลที่พักอย่างละเอียด รวมถึงข้อมูลท่องเที่ยวที่มีประโยชน์ ยิ่งถ้าเป็น one stop service หรือบริการท่องเที่ยวแบบครบวงจรที่มีบริการจองตั๋วเครื่องบิน และ แพ็คเกจท่องเที่ยวต่างประเทศ รวมอยู่ด้วย ก็จะดีมาก

3. เลือกโปรโมชั่นให้คุ้มที่สุด

เว็บไซต์ต่างๆ ย่อมแข่งกันเสนอโปรโมชั่นห้องพักลดราคา ซึ่งถูกกว่าจองกับโรงแรมโดยตรงแน่นอน (บางครั้งถูกกว่ากันครึ่งต่อครึ่ง) เราจึงมีเทคนิคเลือกโปรโมชั่นให้คุ้มที่สุดมาแนะนำ ดังนี้

– หากคุณยังไม่พร้อมจ่ายค่าที่พักเต็มจำนวน เลือกโปรโมชั่นจ่ายขั้นต่ำ
– หากคุณเน้นที่ราคาถูกเป็นหลัก เลือกโปรโมชั่นลดสูงสุด (บางทีอาจได้ลดถึง 70%!)
– หากคุณต้องค้างหลายคืน เลือกโปรโมชั่นห้องพักฟรี ยิ่งพักนานยิ่งได้ลด หรือได้พักฟรี 1 คืน
– หากคุณรู้แพลนล่วงหน้าแน่นอน เลือกโปรโมชั่น Early Bird ยิ่งจองเร็วยิ่งจ่ายถูก

4. พักใกล้ๆ ไม่เปลืองค่ารถ

เลือกที่พัก คีรีวงใกล้ที่เที่ยวเข้าไว้! โดยเฉพาะที่พักในตัวเมือง ซึ่งจะช่วยให้ชีวิตคุณง่ายขึ้นเยอะ แถมยังประหยัดทั้งเงิน ประหยัดทั้งเวลาอีกด้วย เช่นเที่ยวเมืองเชียงใหม่ ควรพักแถวนิมมาน เพราะราคาถูก ปลอดภัย เดินทางสะดวก

5. เลือกช่วงเวลาให้ดี

ถ้าเป็นไปได้ควรเลี่ยงการจองห้องพัก ที่พัก คีรีวงช่วงเทศกาลหรือไฮซีซั่น เพราะห้องพักมีราคาแพง แถมคนแย่งเที่ยวแย่งกินก็เยอะ การบริการก็อาจจะไม่ทั่วถึง ดังนั้นลองเปลี่ยนไปเที่ยววันธรรมดา หรือวันเสาร์-อาทิตย์ ที่คนน้อยๆ ดูสิ

6. เลือกห้องพักให้เหมาะสม
ไม่จำเป็นต้องเลือกที่พัก คีรีวงหรูๆ อย่าง Deluxe หรือ Suite เพราะถ้าคุณมีแพลนเที่ยวแค่ไม่กี่วัน และไปกับคนในครอบครัวหรือเพื่อนๆ ห้องพักมาตรฐานอย่าง Standard หรือ Superior ก็เพียงพอแล้ว นอกจากนี้ รีวิวโรงแรมสามารถช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

7. เหมาห้องใหญ่จ่ายถูกกว่า

ถ้าไปเที่ยวกันหลายคน ควรเลือกห้องขนาดใหญ่ไปเลย เช่น Dormitory Room, Family Room หรือ Villa นอกจากจะได้ห้องส่วนตัวไว้ปาร์ตี้ในกลุ่มแล้ว ยังช่วยประหยัดค่าห้องได้เยอะมาก

8. เช็คบริการเสริม-ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม

ก่อนจองห้องพัก ลองสอบถามโรงแรมโดยตรงอีกครั้ง ในรายละเอียดที่คุณยังไม่เข้าใจ รวมถึงค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมอื่นๆ และแนะนำให้เลือกโรงแรมที่มีอินเตอร์เน็ต Wi-Fi ฟรี และมีอาหารเช้าให้ด้วย ถึงแม้ราคาจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ถือว่าคุ้มค่ากับความสะดวกสบายที่คุณจะได้รับ