คลังเก็บป้ายกำกับ: ติวสถาปัตย์

ติวสถาปัตย์พร้อมโอกาสในการฝึกงาน

หลายๆคนที่มองเข้ามา อาจจะเข้าใจว่าพื้นฐานเลยคนจบสถาปัตย์มา จะ..เป็นช่างเขียนแบบ นักออกแบบที่เขียนแปลน รูปด้านบ้าน ออกแบบอาคาร คนที่เดินตรวจงานที่ไซท์ก่อสร้างแต่นอกจากความสามารถนั้นแล้ว มีอะไรติดไม้ติดมือ ติดมากับตัวอีก?

กลไกและระบบการเรียนการสอน ในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มีวัฒนธรรมและรูปแบบที่แตกต่างเฉพาะตัว (ที่แต่ละคณะก็มีแบบของแต่ละคณะนั่นแหละ)

ซึ่งโดยกระบวนทั้งหมด มันช่วยขัดเกลาคุณลักษณะ 7 อย่าง ผ่านกระบวนการออกแบบ และแก้ปัญหา ที่ผ่านมาจาก ติวสถาปัตย์พร้อมโอกาสในการฝึกงานที่แต่ละคนได้รับแตกต่างกัน

แต่เมื่อได้มาแล้ว บางคนก็รู้ตัว บางคนก็ไม่รู้ตัว ถ้าจะให้ได้ประโยชน์ และพัฒนาได้อย่างแท้จริง เราก็ต้องออกไป Master และ พัฒนามันต่อระหว่างทำงาน ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม อีกด้วย

มาดูกันเลย ว่า 7 ข้อนั้นคืออะไรค่ะ

1. สอนให้เป็นนักวางแผน จัดการเวลา Time Manager / planner การจัดการเวลาเป็น skill ที่ได้มาจากการเรียนคณะนี้โดยไม่รู้ตัว แม้ว่าในคณะจะไม่สอน แต่ว่าระบบที่บังคับให้เรา “ต้องรอด” ทำให้ต้องหาทางจัดการเวลา และเตรียมคาดการณ์ล่วงหน้า วางแผนนอกจากแปลนอาคาร คือ แผนในการจัดการกับงานกลุ่ม งานเดี่ยว งานทีสิส หรือ แม้แต่ งานออกค่าย งานละคอนถาปัด และ อื่นๆ จริงๆในคณะ ถือเป็นการเทรนแบบเบบี้ที่เตรียมตัวให้พร้อม ก่อนออกมาเจอชีวิตจริง ชีวิตจริง.. เราไม่ได้จัดการโครงการแค่เรา หรือ แค่เพื่อนไม่กี่คน แต่ต้องเริ่มขยายออกมาจัดการเวลา และคน ในขนาดที่เปลี่ยนไปอีกด้วย พอออกมาเจอชีวิตจริง คือ มันเป็นแบบทดสอบเดียวกัน แต่ความยากเพิ่มขึ้นไป จะเรียนให้รอด ส่งแบบให้อาจารย์ให้ทัน ก็ไม่ต่างกับชีวิตจริงที่ต้องส่งงานลูกค้าตรงเวลา แต่ที่โหดร้ายกว่าในชีวิตจริงคือ ลูกค้าอาจจะมาขอล่วงหน้า โดยไม่ทันตั้งตัว (Classics…)

2.สอนให้เป็นคนมองโลกในแง่ดี นักเรียนรู้โอกาส และ นักพัฒนา การที่จะออกแบบได้ ต้องเป็นคนที่มีความมองโลกในแง่ดีไม่มากก็น้อย เพราะคนที่มองโลกในแง่ดี สามารถมองหา “โอกาส” ที่ซ่อนอยู่ในพื้นที่ หรือ สถานการณ์นั้นๆได้ ถ้าไม่สามารถเห็นโอกาส ก็ไม่สามารถพัฒนาสถานที่นั้นๆ ให้ดีขึ้นได้ แต่ทางออกเดียวที่แก้ปัญหาได้ อาจจะกลายเป็นการ “ทำลาย” ทิ้ง แทนที่จะเป็นผู้สร้าง ก็จะกลายเป็นผู้ทำลายไปแทน สถาปนิกมีหน้าพิเศษ คือสร้างโอกาส สร้างสิ่งใหม่ๆ ให้ทางเลือกที่คนอื่นมองไม่เห็น การเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี และเห็นโอกาสในการพัฒนา ที่หลายๆคนอาจจะไม่ทันเห็น คือ ความสามารถที่โดนปลุกให้ตื่นขึ้นมาตอนเรียนสถาปัตย์ แต่ก็ไม่ได้แปลว่า เก่ง เพราะ สถาปนิก ก็ยังต้องบริหารความคิด เรียนรู้โอกาสใหม่ๆ ทุกครั้งที่ได้โจทย์ใหม่ ความสามารถนี้จึงเป็นความสามารถ ที่ยังพัฒนาต่อไปไม่มีที่สิ้นสุดค่ะ

3. สอนให้เป็นนักแก้ปัญหา Problem-Solver ขั้นตอนที่ต้องทำในทุกโครงการ คือ การมองหา และเข้าใจปัญหา ของพื้นที่โครงการ ไปจนถึง ปัจจัยที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการใช้งานของพื้นที่ หรือการออกแบบ แปลว่า สถาปนิกไม่ได้แค่มองโอกาส หรือโลกสวย แต่ต้องเข้าในปัญหาอย่างถ่องแท้อีกด้วย เพราะปัญหานั่นแหละ คือ โจทย์ และเงื่อนไข ที่มีไว้ ให้สถาปนิกจัดการมัน ด้วยการออกแบบ การออกแบบ คือ การแก้ปัญหา ดีดีนี่เอง ความสามารถนี้แหละ ที่ทำให้ สถาปนิก ต้องค่อยๆสร้างระบบ และตรรกะในหัว เพื่อค่อยๆคลายปม ทำให้ปัญหาที่น่าเกลียด กลายเป็นโอกาสที่สวยงามได้ และแม้จะไม่ได้ทำงานออกแบบ สถาปัตยกรรม ลักษณะความคิดนี้ บางทีมันก็ติดไปกับตัว และเอาไปปรับใช้กับสิ่งอื่นๆในชีวิตได้ด้วยค่ะ

4. สอนให้มีความคิดสร้างสรรค์ สอนให้เป็นนักคิด Creative Thinker ความคิดสร้างสรรค์ คือ แนวทางเลือกใหม่ที่เกิดขึ้น ในการจัดการปัญหา การพัฒนา ที่แตกต่างจากวิธีเดิมๆ ไม่ใช่แค่ เห็นโอกาส และปัญหา แต่สามารถผลิตทางเลือก ที่พัฒนาให้ทางออกใหม่เกิดขึ้น ที่ดีกว่าทางออกเดิมๆอีกด้วย เพราะว่ากระบวนการออกแบบ ทำให้เราใช้ความคิด และหาทางเลือกใหม่ๆ ความคิดสร้างสรรค์จึงเกิดขึ้น หลายๆคนจึงอาจจะเห็นว่า มีคนที่จบสถาปัตย์หลายคน ที่ไม่ได้ออกไปทำงานสถาปัตยกรรมต่อ แต่ไปทำงานพวก Creative หรืองานในวงการบันเทิง งานดนตรี แม้จะไม่ได้เรียนสายนั้นๆโดยตรง แต่ก็ประสบความสำเร็จได้อย่างดี หลายๆครั้งเป็นสิ่งที่อาจจะติดตัวเค้ามาแต่ไหนแต่ไร แต่ ความคิดสร้างสรรค์ ที่สามารถเอาไปปรับใช้กับสิ่งอื่นๆมากมายในชีวิตได้ ก็มีส่วนในการเติบโตอย่างมากใน โรงเรียนสถาปัตย์ค่ะ ความคิดสร้างสรรค์ เป็นสกิลที่ติดตัวไปที่ไหน ก็มีประโยชน์!!

5. นักปฏิบัติ Executioner

“การทำให้เสร็จ” คือ Execution

“นักปฏิบัติ” คือ Executioner

มันเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ ในการจะทำอะไรสักอย่างให้เสร็จ แต่เพราะว่า การทำอะไรสักอย่างให้เสร็จ ต้องใช้ทั้งการบริหารเวลา การบริหารความคิด และความมุ่งมั่น ที่จะทำมันให้เสร็จ ทำให้มันเกิดขึ้นจริง ไม่มีการล้มเลิกกลางทาง ไม่มีการโยนผ้าขนหนูระหว่างชก เพราะมันเป็นมวย ที่เราหยุดกลางสังเวียนไม่ได้ ต้องไปจนสุดทางเท่านั้น ไม่ว่าจะผลออกมาเน่า หรืออัดจนออกมาสวยงาม แต่ทุกคนก็ได้ ฝึก “ความคิด และ ทัศนคติ” ที่เตรียมความพร้อมให้เราออกไปสู่วิชาชีพจริงๆ

6. สอนให้เก็บแรงบันดาลใจจากสิ่งรอบกาย Inspiration collector1 แต่จริงๆแล้ว มันคือการสังเกตการณ์ และให้ความใส่ใจ ในสิ่งรอบตัว และมองมันในอีกมุมมอง ที่พอมองแล้ว ทำให้เอากลับมาย้อนคิด เปรียบเทียบ เปรียบเปรย หรือเอามาอ้างอิงในงานออกแบบ

7. นักเล่า Storyteller จะเรียนจบมาได้ ไม่มีใครพลาดโอกาสในการ Presentงานออกแบบของตัวเองอย่างแน่นอน แม้จะไม่สอนตรงๆ แต่ทำให้จบออกมาพอร้มความสามารถในการเล่าเรื่อง พรีเซนต์ความคิด และผลงานของเรา แน่นอนค่ะ แต่ละคนมีความสามารถ ความถนัดในการพูดไม่เท่ากัน บางคนอาจจะมีสกิลการ “ขาย” มาก่อนเข้าเรียนด้วยซ้ำ อันนั้นถือว่าเค้ามีทุนมาก่อนเลย โชคดีไป

ไม่ว่าจะจบมาด้วยความเทพในการเล่างานออกแบบ หรือ ขายไอเดียเก่งมาก หรือ น้อยขนาดไหน อาจจะไม่เท่ากัน แต่สุดท้ายก็ได้ภูมิต้านทาน ที่วางเอาไว้เป็นขั้นพื้นฐานระดับหนึ่งค่ะ ทำให้ส่วนมาก สถาปนิกจะไม่ได้เหนียมอาย ในการเดินออกไปพูดเท่าไหร่นัก (เอ๊ะ..เหรอ)

ที่เราโดนเทรนกันมากันอย่างเป็นธรรมชาติ แบบถ้าไม่มองกลับไป ก็อาจจะไม่ทันคิดว่า มันมีผลต่อการทำงานสถาปัตย์ ในอนาคต หรือแม้แต่จะเปลี่ยนไปสายอื่นก็ตาม สิ่งเหล่านี้มีประโยชน์ และติดตัวไปตลอดค่ะ